1 ก.ค.นี้ เปิด ‘ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์’ Phuket Sandbox

กต. ยืนยัน ระบบออกหนังสือรับรองเดินทางเข้าไทย COE มีความพร้อมรองรับ Phuket Sandbox

เลือกหัวข้อที่ต้องการอ่าน

กระทรวงการต่างประเทศ (#กต) ยืนยันระบบออกหนังสือรับรองการเดินทางเข้าประเทศไทย (Certificate of Entry – COE) ผ่านออนไลน์ มีความพร้อมรองรับนโยบาย #PhuketSandbox ซึ่งข้อมูล ณ 1 กรกฎาคม 2564 มีผู้ยื่นขอ #COE จำนวน 6,020 ราย อนุมัติแล้ว 3,034 ราย และมีจำนวน 379 ราย ที่ถูกปฏิเสธ COE เนื่องจากไม่เข้าหลักเกณฑ์ และขณะนี้ มี COE ที่อยู่ในกระบวนการ 4,262 ราย

สำหรับผู้เดินทางเข้า Phuket Sandbox จะต้องมีคุณสมบัติและแสดงเอกสารสำคัญ ดังนี้

1.เป็นผู้มีสัญชาติไทย หรือชาวต่างชาติ ที่พำนักใน 67 ประเทศ/ดินแดน (สถานะ ณ 30 มิถุนายน 2564) มาแล้วอย่างน้อย 21 วัน (สำหรับญี่ปุ่น จะอนุญาตเฉพาะผู้ที่เดินทางเพื่อเจรจาธุรกิจ)

2.มี #หนังสือรับรองการเดินทางเข้าประเทศไทย( #COE) ซึ่งลงทะเบียนขอรับได้จากสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ไทย ผ่านเว็บไซต์ https://coethailand.mfa.go.th

3.มีผลตรวจหาเชื้อโควิด-19 โดยวิธี RT-PCR ระยะเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมง ก่อนเดินทาง

4.มีเอกสาร Certificate of Vaccination ยืนยันการฉีด #วัคซีนโควิด19 ที่ขึ้นทะเบียนตามกฎหมายของไทย หรือได้รับการรับรองจาก WHO หรือตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด ครบโดสแล้วอย่างน้อย 14 วันก่อนการเดินทาง ส่วนเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ที่ไม่อยู่ในเกณฑ์การได้รับวัคซีน และเดินทางมาพร้อมกับผู้ปกครอง ให้แสดงใบรับรองแพทย์ที่ยืนยันว่าไม่มีเชื้อโควิด-19 โดยวิธี RT-PCR ระยะเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนเดินทาง

5.มีหลักฐานการชำระค่าที่พักและค่าตรวจหาเชื้อโรคโดยวิธี RT-PCR โดยระบุเวลาการเข้าพัก ไม่น้อยกว่า 14 วัน กับโรงแรม ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยกำหนด (ระบบมาตรฐาน SHA+) หรือจองที่พักผ่าน https://entrythailand.go.th/ และในกรณีที่จะพํานักในภูเก็ตไม่เกิน 14 วัน จะต้องมีบัตรโดยสารเที่ยวบินขาออก

6.มีกรมธรรม์ประกันภัยที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล หรือหลักประกันกรณีติดเชื้อโควิด-19 ในวงเงินไม่น้อยกว่า 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ

ราชกิจจานุเบกษา ประกาศเปิดจังหวัดนำร่องท่องเที่ยว ‘ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์’ 1 ก.ค.นี้

http://www.ratchakitcha.soc.go.th/…/2564/E/143/T_0073.PDF

http://www.ratchakitcha.soc.go.th/…/2564/E/143/T_0076.PDF

วันที่ 29 มิถุนายน 2564 เว็บไซด์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ 7/2564 เรื่อง แนวปฏิบัติตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 11) เกี่ยวกับมาตรการป้องกันโรคสำหรับผู้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรแนบท้ายคำสั่ง

ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติในการประชุมเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 ให้ขยายระยะเวลาการบังคับใช้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรออกไปตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2564 จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 โดยมีคำสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด -19) ที่ 4/2564 เรื่อง แนวปฏิบัติตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 9) ลงวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2564 และคำสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด – 19) ที่ 5/2564 เรื่อง แนวปฏิบัติตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 10) ลงวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2564 นั้น

เพื่อให้การปฏิบัติงานตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนด การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและการขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าว และตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 5/2563 เรื่อง การจัดตั้งหน่วยงานพิเศษเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ลงวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2563 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อาศัยอำนาจตามความในข้อ 4 (2) ของคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 4/2563 เรื่อง แต่งตั้งผู้กำกับการปฏิบัติงาน หัวหน้าผู้รับผิดชอบและพนักงานเจ้าหน้าที่ในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ลงวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2563

และที่แก้ไขเพิ่มเติม นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด- 19 จึงมีคำสั่งให้หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินและพนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามมาตราการป้องกันโรคแนบท้ายคำสั่งโดยเคร่งครัด ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นสั่ง ณ วันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2564 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอช นายกรัฐมนตรี ผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด- 19

มาตรการป้องกันโรคสำหรับผู้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรแนบท้ายคำสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด–19) ที่ 7/2564 ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2564

1.การเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรของผู้โดยสารหรือผู้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร (12) ผู้ซึ่งได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรในพื้นที่ที่กำหนดให้เป็นจังหวัดนำร่องด้านการท่องเที่ยว เพื่อประโยชน์ด้าน เศรษฐกิจ การท่องเที่ยวหรือกิจกรรมอื่น ๆ ตามนโยบายของรัฐบาล

มาตรการก่อนเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร

1) ให้หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงหรือสถานที่ชุมชนไม่น้อยกว่า 14 วัน

2) เดินทางมาจากประเทศ/พื้นที่ซึ่งศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด – 19 (ศบค.) หรือศูนย์ปฏิบัติการมาตรการเดินทางเข้าออกประเทศและการดูแลคนไทยในต่างประเทศ อนุมัติ ตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดโดยการเสนอของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และได้มีการลงทะเบียนผ่านระบบหรือเว็บไซต์ที่ทางราชการกำหนด ทั้งนี้ผู้เดินทางต้องอยู่ในประเทศดังกล่าวเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 21 วันก่อนออกเดินทาง เว้นแต่ผู้ที่พำนักอยู่ในราชอาณาจักรซึ่งได้เดินทางออกจากราชอาณาจักรและได้เดินทางไปยังประเทศ/พื้นที่ที่ได้รับอนุมัติข้างต้น โดยให้มีเอกสารที่ใช้ในการเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร ดังนี้

 – หนังสือที่รับรองว่าเป็นบุคคลที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรได้ (Certificate of Entry – COE)

– ใบรับรองแพทย์ที่ยืนยันว่าผู้เดินทางไม่มีเชื้อโรคโควิด–19 (Medical certificate with a laboratory result indicating that COVID – 19 is not detected) โดยวิธี RT-PCR โดยมีระยะเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนการเดินทาง

– กรมธรรม์ประกันภัยที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพและรักษาพยาบาลหรือหลักประกันอื่นใดซึ่งรวมถึงกรณีโรคโควิด – 19 ตลอดระยะเวลาที่ผู้เดินทางอยู่ในราชอาณาจักร ในวงเงินไม่น้อยกว่า 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ

– หลักฐานการชำระค่าที่พักและค่าตรวจหาเชื้อโดยวิธี RT-PCR โดยระบุระยะเวลาการเข้าพักไม่น้อยกว่า 14 วัน ในโรงแรมหรือสถานที่พัก ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยกำหนด สำหรับกรณีที่ผู้เดินทางพำนักอยู่ในราชอาณาจักร เป็นเวลาน้อยกว่า 14 วัน ให้มีบัตรโดยสารของสายการบินที่ระบุห้วงระยะเวลาในการเดินทางออกจากราชอาณาจักร หลักฐานการชำระเงินค่าที่พัก และค่าตรวจหาเชื้อโดยวิธี RT-PCR ในห้วงเวลาดังกล่าว

– เอกสารหรือหลักฐานรับรองการได้รับวัคซีน (Certificate of Vaccination) ครบตามเกณฑ์ที่ผู้ผลิตวัคซีนกำหนด ซึ่งเป็นวัคซีนที่ได้รับการขึ้นทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยยาหรือได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลกหรือตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 14 วัน ก่อนออกเดินทาง ทั้งนี้ สำหรับผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ที่ไม่อยู่ในเกณฑ์การได้รับวัคซีน และเดินทางมาพร้อมกับผู้ปกครองหรือผู้ดูแล ให้มีใบรับรองแพทย์ ที่ยืนยันว่าผู้เดินทางไม่มีเชื้อโรคโควิด – 19 (Medical certificate with a laboratory result indicating that COVID – 19 is not detected) โดยวิธี RT-PCR โดยมีระยะเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนการเดินทาง

3) ให้คัดกรองอาการทางเดินหายใจและวัดไข้ ณ ช่องทางเข้าออกระหว่างประเทศของประเทศ/พื้นที่ต้นทาง ก่อนออกเดินทาง (Exit screening)

มาตรการเมื่อเดินทางถึง/ระหว่างอยู่ในราชอาณาจักร

1) มาตรการตรวจคัดกรองอาการและการดำเนินพิธีการตรวจคนเข้าเมือง

1.1) กรณีเดินทางเข้าราชอาณาจักรโดยสายการบินที่มีเที่ยวบินตรงมายัง ณ ท่าอากาศยานนานาชาติที่ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดนำร่องด้านการท่องเที่ยวให้คัดกรองอาการทางเดินหายใจและวัดไข้ และยื่นเอกสารต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ รวมถึงการดำเนินพิธีการตรวจคนเข้าเมือง ณ ช่องทางเข้าออกระหว่างประเทศ ก่อนเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร

1.2) กรณีเดินทางเข้าราชอาณาจักรโดยสายการบินที่ไม่มีเที่ยวบินตรง และต้องเดินทางโดยทางอากาศต่อไปยังท่าอากาศยานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดนำร่องด้านการท่องเที่ยว ให้ผู้เดินทางดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ก่อนเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร

ก. ให้คัดกรองอาการทางเดินหายใจและวัดไข้และให้ยื่นเอกสารต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ รวมถึงการดำเนินพิธีการตรวจคนเข้าเมือง ณ ช่องทางเข้าออกระหว่างประเทศจุดแรกที่มีการเดินทางเข้ามาภายในราชอาณาจักร ก่อนเดินทางต่อไปยังท่าอากาศยานจุดหมายปลายทางที่เป็นพื้นที่จังหวัดนำร่องด้านการท่องเที่ยว

ข. ให้คัดกรองอาการทางเดินหายใจและวัดไข้และให้ยื่นเอกสารต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ รวมถึงการดำเนินพิธีการตรวจคนเข้าเมือง ณ ช่องทางเข้าออกระหว่างประเทศหรือในพื้นที่ของท่าอากาศยานจุดหมายปลายทางที่เป็นพื้นที่จังหวัดนำร่องด้านการท่องเที่ยว

2) ให้ใช้ระบบติดตามหรือติดตั้งแอปพลิเคชันตามที่ทางราชการกำหนด โดยให้เปิดระบบติดตามดังกล่าวไว้ตลอดเวลา เพื่อเฝ้าระวังหรือติดตามอาการระหว่างที่ผู้เดินทางพำนักอยู่ในพื้นที่จังหวัดนำร่องด้านการท่องเที่ยว

3) ให้เดินทางออกจากท่าอากาศยานไปยังโรงแรมหรือสถานที่พักโดยยานพาหนะที่จัดไว้เป็นการเฉพาะ โดยต้องไม่มีการแวะหรือหยุดพัก ณ สถานที่ใด ๆ ก่อนถึงโรงแรมหรือสถานที่พัก

4) ให้มีการตรวจหาเชื้อโรคโควิด – 19 โดยวิธี RT-PCR ณ สถานที่ที่ทางราชการกำหนด โดยผู้เดินทางรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง ตามหลักเกณฑ์ ดังนี้

4.1) ให้มีการตรวจหาเชื้อโรคโควิด – 19 โดยวิธี RT-PCR จ านวน 1 ครั้ง เมื่อเดินทางมาถึงราชอาณาจักร โดยห้ามเดินทางออกนอกโรงแรมหรือสถานที่พักจนกว่าจะมีผลการตรวจยืนยันว่าไม่มีเชื้อโรคโควิด – 19

4.2) ให้มีการตรวจหาเชื้อโรคโควิด – 19 โดยวิธี RT-PCR เพิ่มเติมจากข้อ 4.1) ดังนี้

ก. กรณีพำนักอยู่ในราชอาณาจักรไม่เกิน 7 วัน ให้มีการตรวจหาเชื้อ ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 6-7 ของระยะเวลาที่พำนักหรือตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด

ข. กรณีพำนักอยู่ในราชอาณาจักรเป็นระยะเวลา 10-14 วัน ให้มีการตรวจหาเชื้อ ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 6-7 และครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 12-13 ของระยะเวลาที่พำนักหรือตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด ทั้งนี้ ในกรณีพบว่าผู้เดินทางมีการติดเชื้อโรคโควิด – 19 ให้โรงแรมหรือสถานที่พักดำเนินการประสานส่งตัวผู้เดินทางไปยังสถานพยาบาลคู่สัญญาตามแนวทางที่กระทรวสาธารณสุขหรือทางราชการกำหนดโดยเร่งด่วนเพื่อทำการตรวจหรือรักษาต่อไป โดยผู้เดินทางเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลทั้งหมด หรือเป็นไปตามข้อตกลงเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายระหว่างโรงแรมหรือสถานที่พักกับผู้เดินทาง

5) กรณีผู้เดินทางออกนอกโรงแรมหรือสถานที่พักหลังจากทราบผลการตรวจยืนยันแล้วว่าไม่มีเชื้อโรคโควิด – 19 ให้ผู้เดินทางรายงานตัวเมื่อกลับมา

ยังโรงแรมหรือสถานที่พักทุกวันตามคำสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อหรือตามที่เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อกำหนด โดยห้ามไปพำนักค้างคืนในสถานที่อื่นนอกเหนือจากโรงแรมหรือสถานที่พักที่ได้กำหนดไว้ และให้ปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุขที่ราชการกำหนดอย่างเคร่งครัดตลอดเวลาที่พำนักอยู่ในพื้นที่จังหวัดนำร่องด้านการท่องเที่ยว

6) กรณีผู้เดินทางพำนักอยู่ในจังหวัดนำร่องด้านการท่องเที่ยวเป็นเวลาน้อยกว่า 14 วัน ห้ามผู้เดินทางออกนอกพื้นที่จังหวัดนำร่องด้านการท่องเที่ยวเด็ดขาด และเมื่อครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว ให้ผู้เดินทางออกนอกราชอาณาจักรทันที

7) กรณีผู้เดินทางพำนักอยู่ในจังหวัดนำร่องด้านการท่องเที่ยวเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 14 วัน ให้สามารถเดินทางออกนอกพื้นที่จังหวัดนำร่องด้านการท่องเที่ยวได้ เมื่อครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว

มาตรการก่อนเดินทางออกจากราชอาณาจักรหรือเดินทางออกนอกพื้นที่จังหวัดนำร่องด้านการท่องเที่ยวไปยังพื้นที่จังหวัดอื่นภายในราชอาณาจักร

– ให้ตรวจหาเชื้อโรคโควิด – 19 โดยวิธี RT-PCR กรณีประเทศ/พื้นที่ปลายทางกำหนด โดยผู้เดินทางเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย

– ในกรณีผู้เดินทางออกจากพื้นที่จังหวัดนำร่องด้านการท่องเที่ยวไปยังจังหวัดอื่นภายในราชอาณาจักร ให้ผู้เดินทางแสดงหลักฐานการพำนักที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดนำร่องด้านการท่องเที่ยว พร้อมหลักฐานผลการตรวจหาเชื้อโรคโควิด – 19 โดยวิธี RT-PCR ตามข้อ 4.2) ข. ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อของจังหวัดต้นทางและจังหวัดปลายทางตามหลักเกณฑ์หรือแนวทางที่ทางราชการกำหนด

หมายเหตุ : 1.ควรสนับสนุนและส่งเสริมให้ใช้กรมธรรม์โดยบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศไทย ภายใต้การกำกับและรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย โดยกรมธรรม์ประกันภัยต้องครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพและรักษาพยาบาลกรณีการติดเชื้อโรคโควิด – 19 ที่ไม่แสดงอาการด้วย

2. การเริ่มนับระยะเวลาที่ผู้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร ให้เริ่มนับระยะเวลาตั้งแต่ที่ผู้เดินทางอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ณ ช่องทางเข้าออกระหว่างประเทศ

2.1 ตั้งแต่เวลา 00.01 นาฬิกา ถึง 18.00 นาฬิกา ให้นับวันที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นวันแรก (Day 1)

2.2 ตั้งแต่เวลา 18.01 นาฬิกา ถึง 00.00 นาฬิกา ให้นับวันถัดจากวันที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นวันแรก (Day 1)

สรุป Phuket Sandbox

คำสั่งจังหวัดภูเก็ต ที่ 3491/2564 ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2564 เรื่อง กำหนดมาตรการตรวจคัดกรองการเดินทางเข้าจังหวัดภูเก็ต รองรับการเปิดเมือง Phuket Sandbox

มีผลตั้งแต่ วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 เป็นต้นไป

 เรื่อง กำหนดมาตรการตรวจคัดกรองการเดินทางเข้าจังหวัดภูเก็ต ตามมาตรการป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

ตามที่ได้มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 ซึ่งต่อมาได้ขยายระยะเวลาการบังคับใช้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินออกไปเป็นระยะจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2564 และจังหวัดภูเก็ตได้มีคำสั่ง ที่ 2920/2564 ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2564 เรื่อง กำหนดมาตรการตรวจคัดกรองการเดินทางเข้าจังหวัดภูเก็ต ตามมาตรการป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ไปแล้ว นั้น 

เนื่องด้วยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2564 รับทราบและเห็นชอบหลักการเปิดพื้นที่นำร่องรับนักท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต โดยจะรับนักท่องเที่ยวจากประเทศที่เป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่ำหรือความเสี่ยงปานกลาง ซึ่งได้รับการฉีดวัคซีนที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข และองค์การอนามัยโลก (WHO) ให้การรับรอง ครบโดสตามจำนวนที่กำหนด และได้ผ่านขั้นตอนการตรวจหาเชื้อโควิด – 19 ภายใน 72 ชั่วโมงก่อนการเดินทาง ให้สามารถเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตได้โดยไม่มีการกักตัว เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมของจังหวัด ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 เป็นต้นไป ดังนั้น เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการเปิดเมืองรับนักท่องเที่ยวควบคู่กับมาตรการด้านสาธารณสุข จังหวัดภูเก็ตจำเป็นต้องกำหนดมาตรการในการควบคุม ติดตาม เฝ้าระวัง นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากต่างประเทศและบุคคลทั่วไปที่จะเดินทางเข้ามาในจังหวัดภูเก็ต เพื่อป้องกันมิให้มีการติดเชื้อและแพร่ระบาดขึ้นในจังหวัดภูเก็ต อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 22 มาตรา 34 มาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 และข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 1) ลงวันที่ 25 มีนาคม 2563 (ฉบับที่ 20) ลงวันที่ 16 เมษายน 2564 (ฉบับที่ 23) ลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2564 และ (ฉบับที่ 24) ลงวันที่ 19 มิถุนายน 2564  ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดภูเก็ต ตามมติที่ประชุมครั้งที่ 40/2564 เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2564 จึงยกเลิกคำสั่งจังหวัดภูเก็ต ที่ 2920/2564 ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2564 และออกคำสั่งกำหนดมาตรการตรวจคัดกรองการเดินทางเข้าจังหวัดภูเก็ต ตามมาตรการป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ดังต่อไปนี้

 ข้อ 1 มาตรการสำหรับผู้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร ทางท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต ของคนต่างประเทศและคนไทย ผู้เดินทางต้องมีคุณสมบัติและปฏิบัติ ดังต่อไปนี้

 1) ต้องเป็นผู้ที่เดินทางมาจากประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำหรือความเสี่ยงปานกลาง ตามเกณฑ์ที่กระทรวงสาธารณสุข และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยกำหนด ทั้งนี้ กรณีเดินทางจากประเทศอื่น ต้องพำนักอยู่ในประเทศที่กำหนดข้างต้นอย่างน้อย 21 วัน ก่อนการเดินทางเข้าจังหวัดภูเก็ต

 2) ต้องมีหนังสือรับรองว่าเป็นบุคคลที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรได้ (Certificate of Entry – COE) 

 3) ต้องได้รับวัคซีนตามกำหนดของประเทศไทยครบกำหนด 2 เข็ม (ตามประเภทวัคซีน) อย่างน้อย 14 วัน ก่อนการเดินทาง และมีเอกสารรับรองการได้รับวัคซีน (Vaccine Certificate) กรณีเด็กอายุไม่เกิน 6 ปี สามารถเดินทางเข้ามาพร้อมกับผู้ปกครองได้

 4) มีใบรับรองแพทย์ที่ยืนยันว่าผู้เดินทางไม่มีเชื้อโรคโควิด – 19 (Medical certificate with a laboratory result indicating that COVID – 19 is not detected) โดยวิธีการ RT – PCR โดยมีระยะเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนการเดินทาง 

 5) กรณีเคยติดเชื้อต้องได้รับวัคซีนตามกำหนด 2 เข็ม (ตามประเภทวัคซีน) อย่างน้อย 14 วัน

 6) มีกรมธรรม์ประกันภัยที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพและรักษาพยาบาล หรือหลักประกันอื่นใด ซึ่งรวมถึงกรณีโรคโควิด – 19 ตลอดระยะเวลาที่ผู้เดินทางอยู่ในราชอาณาจักร ในวงเงินไม่น้อยกว่า 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ

 7) ให้มีการตรวจหาเชื้อโรคโควิด – 19 โดยวิธี RT-PCR จำนวน 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 ตั้งแต่วันที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร (day 0) ณ ท่าอากาศยานภูเก็ตโดยพักรอในห้องพัก 1 คืน เพื่อรอรับแจ้งผลการตรวจผ่านทางผู้จัดการ (COVID-19 Manager) ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 6 – 7 ณ โรงแรมที่พักอาศัย

หรือห้องปฏิบัติการ (Lab นอก) โดยโรงพยาบาลคู่สัญญา และครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 12 – 13 ณ โรงแรมที่พักอาศัยหรือห้องปฏิบัติการ (Lab นอก) โดยโรงพยาบาลคู่สัญญา   

 8 ) ต้องเข้าพำนัก ณ สถานประกอบการโรงแรมที่ได้รับมาตรฐาน SHA+ (SHA Plus) ในจังหวัดภูเก็ต เป็นระยะเวลา 14 คืน จึงสามารถเดินทางออกนอกจังหวัดภูเก็ตเพื่อท่องเที่ยวในจังหวัดอื่นได้ กรณีพำนักไม่ถึง 14 คืน ต้องเดินทางออกนอกราชอาณาจักรเท่านั้น

 9) ผู้เดินทางสามารถเดินทางในจังหวัดภูเก็ตและดำเนินกิจกรรมทางการท่องเที่ยว และใช้บริการสถานประกอบการที่ได้รับมาตรฐาน SHA+ (SHA Plus) ภายใต้มาตรการ D-M-H-T-T-A

 10) ติดตั้งแอปพลิเคชัน Thailand Plus และ Tracing Application : Morchana และยินยอมให้ระบบติดตามพิกัดตามภูมิศาสตร์ (GPS) ผ่านแอปพลิเคชัน ตลอดระยะเวลาที่พำนักในประเทศไทย

 ข้อ 2 ผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ และประสงค์จะเดินทางออกจากจังหวัดภูเก็ต เพื่อเดินทางไปยังจังหวัดอื่น หรือเดินทางออกนอกราชอาณาจักรทางอากาศ (ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต) ให้ถือปฏิบัติ ดังนี้

นักท่องเที่ยวที่พำนักในจังหวัดภูเก็ตครบกำหนด 14 คืน และประสงค์จะเดินทางออกจากจังหวัดภูเก็ต ให้แสดงเอกสารหลักฐาน ต่อเจ้าหน้าที่ ณ ด่านตรวจช่องทางขาออก ณ อาคารผู้โดยสารภายในประเทศหรืออาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ ดังต่อไปนี้

 1. หนังสือเดินทางและวีซ่าที่ตรวจลงตราโดย ตม.ท่าอากาศยานภูเก็ตขาเข้า (ยกเว้นผู้มีสัญชาติไทย) 

 2. หลักฐานยืนยันการตรวจหาเชื้อโควิด – 19 แสดงว่าตรวจไม่พบเชื้อโควิด – 19 ตลอดระยะเวลา 14 คืน ที่พำนักอยู่ในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งออกโดยหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุข

 3. หลักฐานการเข้าพักในโรงแรมหรือที่พักที่ได้รับมาตรฐาน SHA+ (SHA Plus) 

 ข้อ 3 ผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศและประสงค์จะเดินทางออกจากจังหวัดภูเก็ต เพื่อเดินทางไปยังจังหวัดอื่น ทางบกและทางเรือ ให้ถือปฏิบัติ ดังนี้

 ทางบก (ด่านตรวจท่าฉัตรไชย)

ผู้ที่ประสงค์เดินทางออกนอกพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ต้องมีเอกสารยืนยันการผ่านวิธีการที่ทางราชการกำหนด โดยมีการลงตราในใบเอกสารแนบในหนังสือเดินทางแสดงถึงระยะเวลาที่ต้องพำนักในจังหวัดภูเก็ต หลักฐานยืนยันการตรวจหาเชื้อโควิด – 19 ที่แสดงว่าตรวจไม่พบเชื้อโควิด – 19 ตลอดระยะเวลา 14 วัน ที่พำนักอยู่ในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งออกโดยหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุข และหลักฐานยืนยันการพำนักในสถานประกอบการที่ได้รับมาตรฐาน SHA+ (SHA Plus) ในจังหวัดภูเก็ตมาแล้วเป็นระยะเวลา 14 คืน

 ทางเรือ (ท่าเทียบเรือ)

 1. ให้ผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศและพำนักอยู่ในจังหวัดภูเก็ตตามกำหนด 14 คืน ที่ประสงค์จะเดินทางออกจากจังหวัดภูเก็ตทางเรือ สามารถเดินทางโดยเรือโดยสารออกจากท่าเทียบเรือที่กำหนด ดังนี้

1) ท่าเทียบเรืออ่าวปอ ตำบลป่าคลอก อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต

2) ท่าเทียบเรือรัษฎา ตำบลรัษฎา อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต

3) ท่าเทียบเรืออ่าวฉลอง ตำบลฉลอง อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต

ในกรณีที่จะเดินทางโดยเรือยอร์ชให้เดินทางออกจากท่าเรือที่กำหนด ดังนี้      

1) ท่าเทียบเรือยอร์ช เฮเว่น มารีน่า ตำบลไม้ขาว อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต

2) ท่าเทียบเรืออ่าวปอ แกรนด์ มารีน่า ตำบลป่าคลอก อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต

3) ท่าเทียบเรือภูเก็ต โบ๊ทลากูน ตำบลเกาะแก้ว อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต

4) ท่าเทียบเรือรอยัล ภูเก็ต มารีน่า ตำบลเกาะแก้ว อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต

5) ท่าเทียบเรืออ่าวฉลอง ตำบลฉลอง อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต 

โดยต้องแจ้งเจ้าท่าภูมิภาคสาขาภูเก็ต หรือศูนย์ปฏิบัติการติดตามและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว จังหวัดภูเก็ต (ศปก.Phuket Sandbox) ก่อนออกเดินทางไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง 

 2. ผู้เดินทางต้องแสดงหลักฐาน ดังต่อไปนี้ 

1) หนังสือเดินทางและวีซ่าที่ตรวจลงตราโดย ตม.ท่าอากาศยานภูเก็ตขาเข้า (ยกเว้นผู้มีสัญชาติไทย) 

2) หลักฐานยืนยันการตรวจหาเชื้อโควิด – 19 แสดงว่าตรวจไม่พบเชื้อโควิด – 19 ตลอดระยะเวลา 14 คืน ที่พำนักอยู่ในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งออกโดยหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุข

3) หลักฐานการเข้าพักในโรงแรมหรือที่พักที่ได้รับมาตรฐาน SHA+ (SHA Plus) 

 3. กรณีผู้เดินทางมาจากต่างประเทศที่ประสงค์จะเดินทางท่องเที่ยวในน่านน้ำจังหวัดภูเก็ต จะต้องเดินทางออกจากท่าเรือที่กำหนด คือ ท่าเทียบเรืออ่าวปอ, ท่าเทียบเรือรัษฎา, ท่าเทียบเรืออ่าวฉลอง, ท่าเทียบเรือ ยอร์ช เฮเว่น มารีน่า, ท่าเทียบเรืออ่าวปอ แกรนด์ มารีน่า, ท่าเทียบเรือภูเก็ต โบ๊ทลากูน, ท่าเทียบเรือรอยัล ภูเก็ต มารีน่า ผู้เดินทางจะต้องปฏิบัติ ดังนี้

1) ลงทะเบียนระบบติดตามตัวโดยการรายงานตัวผ่านแอปพลิเคชัน ตามที่ทางราชการกำหนด

2) เรือโดยสารจะต้องติดตั้งระบบแสดงตนอัตโนมัติ ( AIS ไม่ต่ำกว่า Type B ) และติดตั้งวิทยุสื่อสาร VHF พร้อมเปิดใช้งานตลอดเวลาและให้เป็นไปตามกฎหมายกรมเจ้าท่า

3) เจ้าของเรือหรือผู้ควบคุมเรือหรือตัวแทนเจ้าของเรือ ต้องแจ้งเรือเข้า – ออกท่าเรือ ตามแบบรายงานพร้อมเอกสารให้เจ้าหน้าที่ตามข้อ 2 ตรวจสอบก่อนปล่อยเรือออกจากท่า หรือเมื่อเรือเข้าเทียบท่าเสร็จเรียบร้อย ซึ่งประกอบด้วยเอกสาร ดังต่อไปนี้

3.1 แบบรายงานเรือเข้า – ออกท่าเทียบเรือ

3.2 บัญชีรายชื่อผู้โดยสารและคนประจำเรือ

3.3 บัญชีผู้เอาประกันภัยหรือกรมธรรม์และความถูกต้องตรงกันของผู้โดยสารที่ลงเรือ (ถ้ามี)

4) ให้ผู้ประกอบการท่าเรือ นายเรือ ผู้ควบคุมเรือ คนประจำเรือ ลูกเรือ พนักงานในเรือ และผู้โดยสาร ถือปฏิบัติตามประกาศกรมเจ้าท่า ที่ 8/2564 ลงวันที่ 11 มกราคม 2564 เรื่อง กำหนดให้ผู้ประกอบการเรือ ผู้ประกอบการท่าเรือ เจ้าของเรือ ผู้ควบคุมเรือและผู้โดยสารปฏิบัติ กรณีที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ในข้อที่มิได้กำหนดไว้ในประกาศนี้อย่างเคร่งครัด

 กรณีที่ผู้เดินทางต่างประเทศที่ประสงค์จะเดินทางออกจากจังหวัดภูเก็ต ไม่สามารถแสดงหลักฐาน ณ ด่านตรวจทางบก (ท่าฉัตรไชย) ด่านตรวจทางเรือ (ท่าเรือที่กำหนด) จะไม่สามารถเดินทางออกนอกเขตจังหวัดภูเก็ตได้ทุกกรณี ยกเว้นจะเดินทางออกจากจังหวัดภูเก็ตเพื่อออกจากราชอาณาจักรไทยทางท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ตเท่านั้น

 ข้อ 4 การเดินทางเข้าจังหวัดภูเก็ตของคนไทยจากต่างจังหวัด หรือคนต่างชาติที่พำนักในประเทศไทย ทางด่านตรวจท่าฉัตรไชย ช่องทางน้ำ (ท่าเรือ) ทุกท่า ในจังหวัดภูเก็ต และช่องทางภายในประเทศ ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต ผู้เดินทาง ยกเว้นเด็กอายุไม่เกิน 6 ปี ที่เดินทางมากับผู้ปกครอง ต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติอย่างหนึ่งอย่างใด และต้องถือปฏิบัติ ดังต่อไปนี้ 

 1) ต้องเป็นผู้ที่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด – 19 ครบ 2 เข็ม หรือครบโดสตามจำนวนวัคซีนแต่ละชนิด หรือได้รับวัคซีนชนิด AstraZeneca จำนวน 1 เข็ม มาแล้วเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 14 วัน หรือ

 2) เป็นผู้ที่หายจากอาการป่วยด้วยโรคโควิด – 19 มาแล้วไม่เกิน 90 วัน  หรือ

 3) ได้รับการตรวจหาเชื้อโควิด – 19 ด้วยวิธีการ RT – PCR หรือวิธีการ Antigen Test ไม่เกิน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับการตรวจ 

 4) ต้องดาวน์โหลดและติดตั้งแอปพลิเคชัน “หมอชนะ” บนสมาร์ทโฟน และยินยอมเปิดแชร์ตำแหน่งที่ตั้ง (Location) ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในจังหวัดภูเก็ต 

 5) แสดงเอกสารหลักฐานข้างต้น ต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อก่อนเข้าจังหวัดภูเก็ต

 6) ให้สังเกตติดตามอาการตนเอง (Self Monitoring) ตามมาตรการป้องกันควบคุมโรค หากพบอาการป่วยหรือสงสัยว่ามีอาการป่วยด้วยโรคโควิด – 19 ให้พบแพทย์โดยด่วน

 ผู้ติดเชื้อที่จงใจปกปิดข้อมูลการเดินทางหรือแจ้งข้อมูลเท็จต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการสอบสวนและควบคุมโรคเป็นผลให้เชื้อโรคแพร่ออกไป อาจเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ด้วย

 ข้อ 5 จังหวัดภูเก็ตจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการควบคุมการเปิดเมืองเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว Phuket Tourism Sandbox ทำหน้าที่บริหารจัดการ มอบหมายภารกิจ กำกับติดตามการเดินทางเข้า – ออก จังหวัดภูเก็ต ของนักท่องเที่ยวต่างชาติและคนไทย ทั้งที่เดินทางจากต่างประเทศและภายในประเทศ ตั้งแต่เริ่มเข้ามาจนกระทั่งเดินทางออกจากจังหวัด รวมถึงจัดระบบติดตามผลการปฏิบัติงาน ข้อมูลการเข้า-ออกของนักท่องเที่ยว การเฝ้าระวังและติดตาม ประเมินสถานการณ์การติดเชื้อ ข้อร้องเรียน หรือข้อคิดเห็นของประชาชน ปัญหาอุปสรรคการปฏิบัติและแนวทางแก้ไข เพื่อรายงานให้ ศปก.ศบค. และผู้บริหารระดับสูงทราบอย่างต่อเนื่อง โดยให้จัดระบบการสื่อสารเชื่อมโยงกับสถานที่สำคัญ ได้แก่ 

1) ด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานภูเก็ต

2) ด่านตรวจคนเข้าเมืองทางบก (ด่านตรวจท่าฉัตรไชย)

3) ด่านตรวจคนเข้าเมืองทางน้ำ 

4) ศูนย์ประสานงานโรงพยาบาลรัฐและเอกชน (สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด)

5) ตำรวจภูธรจังหวัด ตำรวจน้ำ และตำรวจท่องเที่ยว

6) ศูนย์ประสานงานโรงแรม/ที่พัก (SHA Plus Manager)

7) ศูนย์ประสานงานสถานประกอบการ SHA+ (SHA Plus) (สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด)

 ศรชล.จังหวัดภูเก็ต

9) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลภาคใต้ และ บจม.โทรคมนาคมแห่งชาติ

 ข้อ 6 ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต จัดทำแผนรับมือและแผนการชะลอหรือยกเลิกโครงการ 

กรณีมีจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่มากกว่า 90 รายต่อสัปดาห์ มีลักษณะการกระจายโรคในจังหวัดทั้ง 3 อำเภอ และมากกว่า 6 ตำบล และมีการระบาดเกิน 3 คลัสเตอร์ หรือมีการระบาดในวงกว้างที่หาสาเหตุหรือความเชื่อมโยงไม่ได้ มีผู้ติดเชื้อครองเตียงตั้งแต่ร้อยละ 80 ของศักยภาพ โดยจะมีมาตรการปรับเปลี่ยน 4 ระดับ ดังนี้

1) ปรับลดกิจกรรม

2) ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการเพื่อรองรับสถานการณ์ (Sealed Route) 

3) มาตรการกักตัวภายในสถานที่พัก Hotel Quarantine

4) ทบทวนยุติโครงการ Phuket Sandbox

ข้อ 7 ขอความร่วมมือผู้ที่เดินทางเข้ามาในจังหวัดภูเก็ต ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคโควิด – 19 (D – M – H – T – T – A) ได้แก่

     D – Distancing   =   เว้นระยะห่างระหว่างกัน

     M – Mask Wearing   =   สวมหน้ากากผ้า / หน้ากากอนามัยเสมอ

     H – Hand Washing   =   ล้างมือบ่อย ๆ

     T – Temperature   =   ตรวจวัดอุณหภูมิ 

     T – Testing   =   ตรวจหาเชื้อโควิด – 19 

     A – Application   =   ติดตั้งและสแกนแอปพลิเคชันไทยชนะและหมอชนะ

 ข้อ 8 การฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งหรือมาตรการ

1) กรณีคนต่างด้าวผู้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร

1.1 การฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 อาจมีโทษ

ตามมาตรา 51 และมาตรา 52 

1.2 การฝ่าฝืนคำสั่งตามมาตรการป้องกันโรคสำหรับผู้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรและหลักเกณฑ์การดำเนินการซึ่งทางราชการกำหนด เช่น การเดินทางออกนอกพื้นที่จังหวัดภูเก็ตก่อนระยะเวลา 14 คืน หรือตามที่กำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการไม่ให้ความร่วมมือเข้ารับการรักษา เป็นต้น อาจเป็นเหตุแห่งการเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ต่อในราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 36 และอาจพิจารณาไม่อนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักร ตามคำสั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ 1/2558 ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2558 เรื่อง การไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวบางจำพวกเข้ามาในราชอาณาจักร

2) กรณีบุคคลผู้มีสัญชาติไทย

2.1 การฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 อาจมีโทษ

ตามมาตรา 51 และมาตรา 52 

3) กรณีผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยว ผู้นำเที่ยว หรือมัคคุเทศก์ รวมถึงเจ้าของพาหนะ ผู้ควบคุมพาหนะ หรือคนประจำพาหนะที่นำคนต่างด้าวโดยสารไปด้วย

3.1 การฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 อาจมีโทษตามมาตรา 51 และมาตรา 52 

3.2 การฝ่าฝืนมาตรการป้องกันโรคสำหรับผู้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรและหลักเกณฑ์การดำเนินการซึ่งทางราชการกำหนด อาจถูกพักใช้ใบอนุญาตตามมาตรา 45 หรืออาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตตามมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 แล้วแต่กรณี หากเข้าเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนด

 อนึ่ง เนื่องจากเป็นกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนหากปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะก่อให้เกิดผลเสียหายอย่างร้ายแรงแก่สาธารณชนหรือกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ จึงไม่อาจให้คู่กรณีใช้สิทธิโต้แย้งตามมาตรา 30 วรรคสอง (1) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539

 หากผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งฉบับนี้ อาจเป็นความผิดตามมาตรา 51 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือมาตรา 52 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับแห่งพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 และอาจได้รับโทษตามมาตรา 18 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่  1  กรกฎาคม พ.ศ. 2564  เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

สั่ง ณ วันที่ 25 มิถุนายน 2564

เงื่อนไขการเข้าร่วม Phuket Sandbox สำหรับผู้มีสัญชาติไทยและไม่มีสัญชาติไทย

Information on Entering Thailand through Phuket Sandbox Program, for both Thai and non-Thai nationals

ประกาศเกี่ยวกับกระบวนการขอรับ COE สำหรับผู้ที่จะเดินทางเข้าไทยโดยภูเก็ตแซนด์บ๊อกซ์

Announcement regarding a COE application for travellers who plan to enter Phuket Sandbox

เช็ค – ร่าง – รายชื่อประเทศและเตรียมเอกสารกันให้พร้อมรอราชกิจจานุเบกษาออก และ 28 มิถุนายน 2564 เวลา 12.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) ระบบลงทะเบียน COE เปิดก็จองกันมาได้เลย


Here is the PROPOSED draft list of countries to be allowed to enter via Phuket Sandbox. The list will be valid for two months irrespective of the individual countries COVID-19 status.

Towards the end of the first two months, the list will be reviewed by the Ministries concerned taking into account both the situation here in Thailand and overseass.

THIS IS A DRAFT VERSION ONLY AND WE ARE AWAITING WRITTEN CONFIRMATIION

สามารถลงทะเบียนขอรับ COE ได้ตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2564 เวลา 12.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย)

กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ได้ขึ้นข้อความแจ้งเตือนผู้ลงทะเบียนที่จะเข้า Sandbox ในหน้าเว็บ COE แล้ว ดังนี้ “ผู้ประสงค์จะเดินทางเข้า Phuket Sandbox สามารถลงทะเบียนขอรับ COE ได้ตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2564 เวลา 12.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย)

The Ministry of Foriegn Affairs has announced that the Certificate of Entry, otherwise known as the COE will be ready for applications at 12 midday (Thailand time) on 28th June, 2021. Guests wishing to travel to Phuket on the Sandbox program will need to apply individually through this site.

สายการบินระหว่างประเทศที่ลงสนามบินภูเก็ต วันที่ 1 ก.ค.64
มี 5 สายการบิน ดังนี้

1. Qatar Airways เส้นทาง โดฮา-ภูเก็ต ลงภูเก็ต เวลา 13.30 น.
2. EL AL Israel Airlines เส้นทาง เทเลวีฟ-ภูเก็ต ลงภูเก็ต เวลา 13.45 น.
3. Singapore Airlines เส้นทาง สิงคโปร์-ภูเก็ต ลงภูเก็ต เวลา 17.10 น.
4. Fly Dubai เส้นทาง ดูไบ-ภูเก็ต ลงภูเก็ต เวลา 20.10 น.
5. Ethihad เส้นทาง อบูดาบี-ภูเก็ต ลงภูเก็ต เวลา 22.20 น

information on the “Phuket Sandbox” tourism scheme.

Phuket plans to reopen on 1 July for fully vaccinated travellers from some countries.  Check out some basic information on the “Phuket Sandbox” tourism scheme.

Source: National News Bureau Thailand, Tourism Authority of Thailand

การทดสอบโควิด-19 “Phuket Sandbox” 2,800 ต่อครั้ง

Phuket will set up seven COVID-19 testing centers across the island to facilitate testing for tourists in accordance with the Phuket Sandbox scheme. 

The test will cost 2,800 baht per test. Visitors can have a test at a hospital, where the cost will be approximately 3,500 baht. 

In order to get these tests, visitors must sign the consent form in advance and allow the lab to send the result to the Phuket Sandbox Command Center. If tourists test positive for COVID-19, the hotel will relocate them to a hospital for treatment. Tourists who test positive upon arrival at the airport will be sent to the alternative local quarantine facilities.

จังหวัดภูเก็ตจะเตรียมจัดตั้งศูนย์ทดสอบโควิด-19 จำนวน 7 แห่งทั่วเกาะภูเก็ต เพื่ออำนวยความสะดวกในการทดสอบโควิด-19 สำหรับนักท่องเที่ยวตามโครงการ “Phuket Sandbox”

  • โดยค่าทดสอบครั้งละ 2,800 บาท  หรือสามารถเข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาลได้ โดยมีค่าใช้จ่ายประมาณ 3,500 บาท  
  • เพื่อให้ได้การทดสอบเป็นไปตามข้อบังคับ นักท่องเที่ยวต้องลงนามในแบบฟอร์มยินยอมล่วงหน้าและอนุญาตให้ห้องปฏิบัติการส่งผลไปยังศูนย์บัญชาการแซนด์บ็อกซ์ภูเก็ต  หากนักท่องเที่ยวมีผลตรวจโควิด-19 เป็นบวก ทางโรงแรมจะย้ายไปรักษาที่โรงพยาบาล  นักท่องเที่ยวที่มีผลตรวจเป็นบวกเมื่อมาถึงสนามบินจะถูกส่งไปยังสถานกักตัวท้องถิ่นทันที (ALQ)

ที่มา : PR Thai Government

สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 22 มิถุนายน 2564 – Phuket on the Sandbox

 เมื่อวานนี้ (22 มิถุนายน 2564) เวลา 09.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผ่านระบบ Video Conference ณ ห้อง PMOC ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบสรุปผลการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด – 19) (ศบค.) ครั้งที่ 8/2564 เมื่อวันศุกร์ที่ 18 มิถุนายน 2564 ตามที่สำนักงานเลขาธิการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) เสนอ ดังนี้

.

 ข้อ 8. หลักการการเปิดพื้นที่นำร่องรับนักท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต และจังหวัดสุราษฎร์ธานี

(เกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า) โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้นำเสนอ ดังนี้

 8.1 เกณฑ์การรับนักท่องเที่ยว แบ่งเป็น

ก่อนเดินทางเข้ามาถึง

         1) ให้มีเอกสารที่ใช้ในการเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร ดังนี้

          – หนังสือรับรองว่าเป็นบุคคลที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรได้ (Certificate of Entry – COE)

         – ใบรับรองแพทย์ที่ยืนยันว่าผู้เดินทางไม่มีเชื้อโรคโควิด – 19 (Medical certificate with a laboratory result indicating that COVID -19 is not detected) โดยวิธี RT-PCR โดยมีระยะเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนการเดินทาง

         – กรมธรรม์ประกันภัยที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพ และรักษาพยาบาลหรือหลักประกันอื่นใด  ซึ่งรวมถึงกรณีโรคโควิด – 19 ตลอดระยะเวลาที่ผู้เดินทางอยู่ในราชอาณาจักร ในวงเงินไม่น้อยกว่า 100,000 ดอลลาร์สหรัฐฯลฯ

         2) กำหนดประเทศของนักท่องเที่ยวเป็นกลุ่มประเทศเสี่ยงต่ำและปานกลาง หรือกลุ่มประเทศตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด และตามที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเสนอ ทั้งนี้ กรณีที่มาจากประเทศอื่นต้องอยู่ในประเทศที่กำหนดอย่างน้อย 21 วัน กรณีผู้มีสัญชาติไทย และชาวต่างชาติที่มีถิ่นพำนักในประเทศไทยจะต้องเดินทางมาจากกลุ่มประเทศเสี่ยงต่ำและปานกลาง หรือตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด

         3) ได้รับวัคซีนตามกำหนดของประเทศไทยครบกำหนดสองเข็ม (ตามประเภทวัคซีน) อย่างน้อย 14 วัน ก่อนการเดินทาง และมีเอกสารรับรองการได้รับวัคซีน (Vaccine Certificate) กรณีเด็กสามารถเดินทางมาพร้อมผู้ปกครองที่ได้รับวัคซีนตามที่กำหนด

         4) กรณีเคยติดเชื้อ ต้องได้รับวัคซีนตามกำหนดสองเข็ม (ตามประเภทวัคซีน) อย่างน้อย 14 วัน

 8.2 ขั้นตอนการปฏิบัติ

 ก่อนการเดินทาง

         1) ยื่นเอกสาร – รับใบอนุญาตเดินทางเข้าประเทศ

         2) ยืนยันผลการอนุมัติพร้อมกับเอกสาร COE

         3) ลงทะเบียนผ่านทาง www.entrythailand.go.th

 เมื่อเดินทางมาถึง

         4) ดำเนินการตามข้อกำหนดผู้เดินทางเข้าราชอาณาจักรฯ

         5) ติดตั้งแอปพลิเคชัน Thailand Plus ร่วมกับระบบสารสนเทศอื่นที่ทางจังหวัดกำหนด และในกรณีเดินทางเข้าจังหวัดภูเก็ตต้องติดตั้งแอปพลิเคชันหมอชนะ (ภาษาอังกฤษ)

         6) เข้ารับการตรวจหาเชื้อการตรวจหาเชื้อโควิด – 19 ณ สนามบิน โรงแรมที่พัก หรือจุดตรวจ

         7) เดินทางเข้าที่พักที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน SHA Plus กรณีเกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า เข้าที่พักแบบ ALQ

 ทราบผลการตรวจแล้วไม่พบเชื้อ สามารถออกเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตได้ (กรณีเกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า สามารถออกนอกห้องพัก และใช้บริการในบริเวณที่พัก)

         9) พำนักในภูเก็ตอย่างน้อย 14 คืน กรณีอยู่น้อยกว่า 14 คืน ต้องเป็นการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรด้วยเที่ยวบินตรงเท่านั้น

         – กรณี เกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า

         วันที่ 1 – 3 นักท่องเที่ยวสามารถออกนอกห้องพักและใช้บริการบริเวณที่พัก

         วันที่ 4 – 7 นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางท่องเที่ยวในระบบปิดตามเส้นทางที่กำหนด

         วันที่ 8 – 14 นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่อำเภอเกาะสมุย อำเภอเกาะพะงัน เกาะเต่า โดยไม่กักตัวแบบมีเงื่อนไข

         10) การตรวจหาเชื้อโควิด – 19 ด้วยวิธี RT – PCR อีกจำนวน 2 ครั้ง ในวันที่ 6 – 7 และ 12 – 13 หรือตามข้อกำหนดของศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด – 19

         11) ปฏิบัติตามมาตรการ D-M-H-T-T-A อย่างเคร่งครัด

 ก่อนเดินทางออก

         12) ก่อนเดินทางออกจากจังหวัดภูเก็ต/พื้นที่ของเกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า ไปจังหวัดอื่น ๆ ให้แสดงหลักฐานยืนยันว่าได้พำนักในที่พัก SHA Plus/ALQ ตามระยะเวลาที่กำหนด และมีผลการตรวจเชื้อโควิด – 19 ตามที่ราชการกำหนด

 8.3 การจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการ

         1) จังหวัดภูเก็ตดำเนินการจัดตั้งคณะกรรมการศูนย์ปฏิบัติการควบคุมการเปิดเมืองเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ (Phuket Tourism Sandbox) โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน และมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ทำหน้าที่บริหารจัดการ มอบหมายภารกิจ กำกับติดตามการเดินทางเข้า/ออกจังหวัดภูเก็ตของนักท่องเที่ยวต่างชาติและคนไทยทั้งที่เดินทางจากต่างประเทศและภายในประเทศ ตั้งแต่เริ่มเข้ามาจนกระทั่งเดินทางออกจากจังหวัด รวมถึงจัดทำระบบติดตามผลการปฏิบัติงาน ข้อมูลการเข้าออกของนักท่องเที่ยว การเฝ้าระวังและติดตาม ประเมินสถานการณ์การติดเชื้อ ข้อร้องเรียนหรือ ข้อคิดเห็นของประชาชน ตลอดจนปัญหาอุปสรรคการปฏิบัติการและแนวทางแก้ไข เพื่อรายงานให้ ศปก.ศบค. และผู้บริหารระดับสูงทราบอย่างต่อเนื่อง

         2) จังหวัดสุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า)

               (1) มีระบบกำกับควบคุมในที่พัก (Covid Manager อาสาสมัครสาธารณสุขประจำโรงแรม)

               (2) มีระบบกำกับควบคุมในการเดินทาง Sealed Route โดยที่พักและบริษัทนำเที่ยว

               (3) จัดระบบควบคุมคัดกรองด่านเข้า-ออกทางอากาศและทางเรือทั้ง 3 เกาะ และเชื่อมโยงเครือข่ายเพื่อตรวจสอบ

 8.4 การเตรียมความพร้อมประชาชน จัดเวทีเพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจัดทำแผนการสื่อสารเพื่อประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้ในทุกช่องทางการสื่อสาร

 8.5 การเตรียมความพร้อมมาตรการการเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรค

         1) จังหวัดภูเก็ต ใช้ระบบศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน (EOC) และอาสาสมัครตำบลติดตั้งแอปพลิเคชัน Thailand Plus และแอปพลิเคชันหมอชนะ (ภาษาอังกฤษ) และดำเนินการตามมาตรฐาน SHA Plus และมาตรการ D-M-H-T-T-A

         2) จังหวัดสุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า)

               (1) จัดตั้งคณะทำงานดำเนินการตามแผนคัดกรองและเฝ้าระวัง

               (2) สถานประกอบการต้องมีใบรับรองแสดงภูมิคุ้มกันหมู่

               (3) ผู้ให้บริการที่ต้องสัมผัสตรงกับนักท่องเที่ยวต้องใส่ชุดป้องกันและรับวัคซีนครบ 2 โดส

               (4) ดำเนินการตามมาตรฐาน SHA Plus และมาตรการ D-M-H-T-T-A

 8.6 การเตรียมความพร้อมของทรัพยากรด้านการแพทย์สาธารณสุข กำลังคนในการกำกับติดตาม และทรัพยากรสนับสนุนอื่น ๆ จังหวัดภูเก็ตและจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีการจัดบุคลากรทางแพทย์ อุปกรณ์ และหอผู้ป่วยเพื่อรองรับกรณีมีผู้ป่วยอย่างเพียงพอ พร้อมจัดทำแผนเพื่อรับสถานการณ์โดยจัดตั้ง Command Center และคณะทำงานเพื่อกำกับดูแลและให้คำแนะนำ

 8.7 การจัดทำแผนรับมือและแผนชะลอหรือยกเลิกโครงการ

         จังหวัดภูเก็ต กรณีมีจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่มากกว่า 90 รายต่อสัปดาห์ มีลักษณะการกระจายโรคในจังหวัดทั้ง 3 อำเภอ และมากกว่า 6 ตำบล และมีการระบาดเกิน 3 คลัสเตอร์ หรือมีการระบาดในวงกว้างที่หาสาเหตุหรือความเชื่อมโยงไม่ได้ มีผู้ติดเชื้อครองเตียงตั้งแต่ร้อยละ 80 ของศักยภาพ โดยจะมีมาตรการปรับเปลี่ยน 4 ระดับ ดังนี้

         1) ปรับลดกิจกรรม

         2) ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการเพื่อรองรับสถานการณ์ (Sealed route)

         3) มาตรการกักตัวภายในสถานที่พัก Hotel Quarantine

         4) ทบทวนยุติโครงการ Phuket Sandbox

         เกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า จัดทำแผนเกณฑ์การยกเลิกการรับนักท่องเที่ยว เมื่อมีการระบาดโดยใช้ศักยภาพในการรองรับของโรงพยาบาลเกาะสมุย (โรงพยาบาลแม่ข่ายใน 3 เกาะ) เป็นเกณฑ์กำหนด โดยระบบของเกาะสมุยสามารถรองรับการติดเชื้อสะสมได้ในระบบ Samui Sealed Route Model ได้ 20 รายต่อ 2 สัปดาห์ ซึ่งสามารถรองรับการระบาดรุนแรงของโรคได้ทั้งหมดในกรณีที่ไม่มีการส่งต่อ และสามารถรองรับผู้ป่วยได้มากขึ้น เมื่อส่งต่อไปยังโรงพยาบาลที่มีศักยภาพสูงขึ้นได้ ทั้งนี้ เมื่อพบผู้ติดเชื้อ และคาดการณ์ว่าจะมีการระบาดที่ระบบปกติจะไม่สามารถรองรับได้ จึงจะกลับไปใช้ระบบ ALQ ของกระทรวงสาธารณสุข

 ที่ประชุมมีมติ รับทราบและเห็นชอบหลักการการเปิดพื้นที่นำร่องรับนักท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต และจังหวัดสุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า) โดยมีความเห็นและข้อสังเกต ดังนี้

         1. การพิจารณาหลักการการเปิดพื้นที่นำร่องรับนักท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต และจังหวัดสุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า) เป็นความตกลงร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่ โดยคำนึงถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดในพื้นที่ จำนวนผู้ได้รับการฉีดวัคซีน และความพร้อมด้านสาธารณสุข เป็นสำคัญ ซึ่งจะต้องดำเนินการและปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุขตามที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด โดยผู้ว่าราชการจังหวัดและคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดจะต้องติดตามและประเมินผลสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

         2. แนวทางการเปิดพื้นที่นำร่องเพื่อรับนักท่องเที่ยวในพื้นที่อื่น ๆ ตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เสนอนั้น ควรให้มีการหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันระหว่างผู้ประกอบการกับประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด เพื่อทราบความต้องการที่แท้จริงของพื้นที่

         3. เกณฑ์การรับนักท่องเที่ยวที่กำหนดให้นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้ามาประเทศไทยต้องได้รับวัคซีนตามกำหนดของประเทศไทยครบ 2 เข็ม ตามประเภทวัคซีน หรือตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด อย่างน้อย 14 วัน และมีเอกสารรับรองการได้รับวัคซีน โดยจะต้องเป็นวัคซีนที่ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก World Health Organization : WHO

 ข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี

         1. ให้ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณีโรคติดเชื้อโควิด – 19 (ศปก.สธ.) และโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด – 19 สร้างความเข้าใจกับประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดในแต่ละพื้นที่ ข้อมูลการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด – 19 รวมทั้งจำนวนผู้ติดเชื้อสะสมและจำนวนผู้ติดเชื้อที่รักษาหายแล้วเพื่อให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของจำนวนตัวเลขที่มีแนวโน้มอยู่ในภาวะที่ควบคุมได้

         2. ให้ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณีโรคติดเชื้อโควิด – 19 กรุงเทพมหานคร กระทรวงแรงงาน และกระทรวงยุติธรรม เร่งดำเนินการตรวจคัดกรองเชิงรุกในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และพื้นที่กลุ่มเสี่ยงอื่นที่เป็นคลัสเตอร์ (Cluster) ทั้งในพื้นที่ชุมชนและแคมป์คนงานก่อสร้าง เพื่อป้องกันและควบคุมไม่ให้มีการระบาดของโรคโควิด – 19 เพิ่มขึ้น รวมทั้งให้มีการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 ในเรือนจำ/สถานกักกันด้วย

         3. ให้ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณีโรคติดเชื้อโควิด – 19 ดำเนินการในการบริหารจัดการวัคซีนป้องกันโรคโควิด – 19 ดังนี้

         3.1 กำหนดหลักเกณฑ์และตัวชี้วัดการจัดสรรวัคซีนในแต่ละจังหวัดตามกลุ่มเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยจัดสรรให้กับผู้ที่ขึ้นทะเบียนการฉีดวัคซีนไว้แล้ว และให้พิจารณาการจัดสรรวัคซีนให้กลุ่มเป้าหมายอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น กลุ่มเรือนจำและผู้ต้องขัง กลุ่มครูและโรงเรียน กลุ่มนักบินและลูกเรือ พื้นที่จังหวัดชายแดน พื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญ พื้นที่การท่องเที่ยว พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พื้นที่อุตสาหกรรม เป็นต้น โดยพิจารณาตามความจำเป็นเร่งด่วน และความเป็นธรรมให้กับทุกกลุ่ม รวมทั้ง คำนึงถึงการกระจายวัคซีนอย่างทั่วถึงในภาพรวมของประเทศด้วย

         3.2 จัดทำรายละเอียดเกณฑ์การจัดสรรวัคซีนในแต่ละจังหวัดและพื้นที่ให้มีความชัดเจน พร้อมนำเสนอจำนวนการจัดส่งวัคซีน และการฉีดวัคซีน โดยให้มีข้อมูลที่ครอบคลุมทั้งในระดับจังหวัดและระดับพื้นที่ (อำเภอ/เขต) และระดับกลุ่มเป้าหมาย

         3.3 ให้กระทรวงแรงงาน จัดทำข้อมูลจำนวนแรงงานทั้งในระบบประกันสังคมตามมาตรา 33 และผู้ใช้แรงงานนอกระบบประกันสังคม เพื่อให้ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณีโรคติดเชื้อโควิด – 19 สามารถดำเนินการบริหารจัดการวัคซีนได้อย่างเหมาะสมต่อไป

         4. ให้ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณีโรคติดเชื้อโควิด – 19 กรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการนัดหมายฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด – 19 โดยให้หน่วยบริการฉีดวัคซีนกำหนดเวลานัดหมายผู้เข้ารับการฉีดวัคซีนตามจำนวนวัคซีนที่ได้รับการจัดสรรหรือตามความพร้อมของหน่วยให้บริการเพื่อไม่ให้เกิดปัญหากรณีประชาชนไม่ได้รับการฉีดวัคซีนตามที่ได้นัดหมายล่วงหน้า

         5. ให้ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณีโรคติดเชื้อโควิด – 19 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ชี้แจงกรณีการบริหารจัดการวัคซีนป้องกันโรคโควิด – 19 ดังนี้

         5.1 ให้เน้นย้ำหลักการดำเนินการของรัฐบาลที่ไม่ปิดกั้นภาคเอกชนในการจัดหาวัคซีน แต่เนื่องจากปัจจุบันวัคซีนป้องกันโรคโควิด – 19 ได้รับการอนุญาตขึ้นทะเบียนแบบฉุกเฉิน บริษัทผู้ผลิตวัคซีน ประเทศผู้ผลิตวัคซีนจึงกำหนดเงื่อนไขให้รัฐหรือหน่วยงานของรัฐที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลของประเทศผู้ซื้อวัคซีนเป็นผู้ดำเนินการจัดซื้อ สำหรับการกระจายวัคซีนได้มีการพิจารณาจากจำนวนประชากร สถานการณ์การแพร่ระบาด กลุ่มเป้าหมาย และพื้นที่ตามนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจการท่องเที่ยว เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ รวมถึงมีการร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อให้สามารถกระจายและฉีดวัคซีนให้กับประชาชนได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง และให้จัดสรรงบประมาณในการเยียวยาผลกระทบหลังฉีดวัคซีนเพื่อช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้ได้รับความเสียหายจากการฉีดวัคซีนอีกด้วย

         5.2 ให้หน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงพยาบาลเอกชน และภาคเอกชน ที่ประสงค์ดำเนินการจัดหา/สั่ง หรือนำเข้าวัคซีนป้องกันโรคโควิด – 19 ทราบถึงขั้นตอน ระเบียบและวิธีการ การจัดสรรและการจัดหางบประมาณเพื่อดำเนินการเรื่องค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้งบประมาณของตนเอง รวมถึงความรับผิดชอบหากผู้รับบริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด – 19 เกิดอาการไม่พึงประสงค์ เช่น การจัดทำประกันที่คุ้มครองกรณีได้รับผลกระทบจากการฉีดวัคซีนโควิด – 19 (อาการแพ้วัคซีน หรือเสียชีวิต) เป็นต้น

         6. ให้ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 กระทรวงมหาดไทย (ศบค.มท.) ศูนย์ปฏิบัติแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ด้านความมั่นคง (ศปม.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบมาตรการในแต่ละจังหวัดเพื่อให้สอดคล้องมาตรการของศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และขอให้เน้นย้ำการป้องกันการทุจริตในทุกกรณีที่เกี่ยวข้องกับการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 การผ่อนคลายมาตรการ การบริหารจัดการวัคซีน รวมทั้งเข้มงวดการผ่อนคลายมาตรการต่าง ๆ และการเปิดให้บริการของร้านอาหาร เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดมากขึ้น

Initial Information – Phuket Sandbox

Phuket will be reopened to fully vaccinated international travellers from 1 July, 2021, but ‘final’ official details are under review by the Royal Thai Government.

 TAT Newsroom Send an email5 days ago 62,159 6 minutes read

Initial Information - Phuket Sandbox

Bangkok, Updated on 15 June, 2021, at 14.00 Hrs. – The Tourism Authority of Thailand (TAT) is pleased to provide the initial information on the ‘Phuket Sandbox’ model to safely reopen Phuket to fully vaccinated international travellers from 1 July, 2021.

The TAT Newsroom will provide the final official details on the Phuket Sandbox model as soon as officially approved directives from the Royal Thai Government are available.

Phuket Sandbox

At a glance

  • Applicable for international travellers who are fully vaccinated against COVID-19 no less than 14 days before the travel date. They must also be from countries/regions with a low to medium risk of SAR-CoV-2 virus as announced and constantly updated by the Ministry of Public Health (MoPH) on this link (mostly in Thai).
  • Applicable for children under 6 years of age travelling with fully vaccinated parents or guardians.
  • Applicable for children between 6 and 18 years of age travelling with fully vaccinated parents or guardians, but they are required to take a COVID-19 test upon arrival at their own expense.
  • All vaccinated international arrivals must be fully vaccinated against COVID-19 with a vaccine registered with the MoPH or approved by the World Health Organisation (WHO).
  • All arrivals are required to download and install the alert application.
  • All arrivals are required to stay in an accommodation establishment that is certified with the Amazing Thailand Safety and Health Administration (SHA) Plus certification.
    • For travellers who wish to visit Phuket only, no minimum stay is required but they must leave Phuket (Thailand) for another country on or before the intended departure date;
    • For travellers who wish to continue the journey to other Thai destinations, they must stay in Phuket for 14 nights, and thereafter will be allowed to travel domestically.
  • All COVID-19 tests must follow the guidelines by the MoPH.
  • Travellers are allowed to engage in any tourism activities but are advised to strictly follow the DMHTTA precautions to prevent the spread of COVID-19: D – Distancing, M – Mask wearing, H – Handwashing, T – Temperature check, T – Testing for COVID-19, and A – alert application.

Foreign Traveller Journey

Pre-arrival

In order to be eligible to enter in Thailand, vaccinated international travellers – and their children – need to have all of their advance arrangements in good order for arrival and entry. These include:

  • A vaccine certificate to proof that they are fully vaccinated against COVID-19 no less than 14 days before the travel date with a vaccine registered with the MoPH or approved by the World Health Organisation (WHO);
  • A valid visa;
  • A Certificate of Entry (COE) issued by the Royal Thai Embassy or Consulate;
  • A COVID-19 health insurance policy with a minimum coverage of US$100,000;
  • A confirmation of booking in a SHA Plus-certified accommodation establishment.
  • A medical certificate with an RT-PCR laboratory result indicating that COVID-19 is not detected issued no more than 72 hours before departure.

Arrival

  • Undergo Immigration and Customs procedures, and a COVID-19 screening, including RT-PCR tests;
  • Download and install the alert application;
  • Check-in at the pre-booked SHA Plus-certified accommodation establishment.

Stay

  • Undergo a COVID-19 test using an RT-PCR method on Day 5 of your arrival per the MoPH’s guidelines;
  • Engage in tourism activities or enjoy services in SHA Plus-certified venues and businesses, under the DMHTTA precautions;
  • For emergency in case of having respiratory or other related symptoms, please alert the staff at your accommodation or contact the nearest hospital;
  • The operator/owner of the accommodation establishment is required to report the name list and status of all foreign guests to the provincial authority on a daily basis.

Departure

  • For travelling from Phuket to other Thai destinations, travellers are required to show a vaccine certificate and a medical certificate that they have tested negative for COVID-19;
  • For travelling from Phuket to other countries, travellers are advised to follow the guidelines and measures announced by the respective country of destination.

Relevant information

Child PolicyChildren under 6 years of age must travel only with their parents or guardians who have been vaccinated;   

In the case the parents or guardians are found to have COVID-19, the children are to be placed in isolation for 14 days.
CountriesThe Phuket Sandbox is applicable only for fully vaccinated international travellers from countries/regions with a low to medium risk of SAR-CoV-2 virus as announced and constantly updated by the Ministry of Public Health (MoPH). *The list is available on this link (mostly in Thai).   

High-risk countries are not allowed entry at this stage.
Visa & Certificate of EntryEvery traveller must obtain a Certificate of Entry (COE) at https://coethailand.mfa.go.th/.  ล่าสุด

Check the website to see the required documents;   

Embassy/Consulate-General takes 3 working days to process the application;   

Applicants can check the result of the application on the website.
InsuranceInternational travellers must have an insurance covering treatment and medical expenses including those related to COVID-19 with a minimum coverage of US$100,000. The insurance must cover the total duration of stay in Thailand.
Vaccines All vaccinated international arrivals must be fully vaccinated against COVID-19 with a vaccine registered with the MoPH or approved by the World Health Organisation (WHO).   

Arrivals must be vaccinated more than 14 days.  Proof of vaccination must be submitted when applying for a COE.
AirlinesAirlines that have announced direct flights to Phuket: 
– British Airways
– Cathay Pacific
– El Al
– Etihad Airways
– Emirates
– Singapore Airlines
– THAI
– Qatar Airways   

Please check the flight schedule on the respective airline’s websites.   

Please be aware that some airlines are unable to operate into your home country for your return.
Before Arrival in PhuketYou must get a medical certificate with an RT-PCR laboratory result indicating that COVID-19 is not detected issued no more than 72 hours before departure.
At the AirportYou must download and install the alert application.   

At Immigration, you are required to complete your arrival card, show your COE and passport.
SHA & SHA Plus+‘SHA’ is a certification for businesses who meet the basic standards of hygiene and health safety for their products and services in accordance with the nationwide measures to prevent the spread of the Coronavirus Disease 2019 (COVID-19).   

‘SHA Plus’ is a certification for companies/individuals who have received the SHA certificate AND 70% of the workforce has been vaccinated.   

Here is the constantly updated list of SHA Plus businesses in Phuket.
While in PhuketYou can go anywhere in Phuket, BUT you must strictly follow the DMHTTA precautions: D – Distancing, M – Mask wearing, H– Handwashing, T – Temperature check, T – Testing for COVID-19, and A – alert application.   

Masks must be worn at all times in public areas and if there are two or more people in a vehicle.   

You may be required to undergo a COVID-19 test using an RT-PCR or a rapid antigen method during your stay per the MoPH’s guidelines.   

Q. Can a 2nd guest who is already resident in Thailand join a guest who has arrived ‘internationally’ into a ‘SHA Plus’ hotel? 
A. Yes, providing the guest follows all rules stipulated for Thais and expats in Thailand.
Accommodation            It is mandatory that you book a ‘SHA Plus’ accommodation establishment for your stay in Phuket.   

Residing in a private residence is not allowed for COVID-19 control purposes.   

Q. Must I book a consecutive stay in one place? 
A. You can move between SHA Plus hotels during your stay.   

Q. Booking must be prepaid? or if proof of the booking will suffice? 
A. Prepaid.   

Q. Are there standardised cancellation and refund policies for ‘SHA Plus’ hotels for peace of mind agreed upon by all ‘SHA Plus’ hoteliers? 
A. Yes.
COVID-19 TestRT-PCR test: 
– Every hospital in Phuket can provide an RT-PCR test;
– The cost of an RT-PCR covid test ranges from 2,500-4,000 Baht per person. 

Rapid test: 
– You can get a rapid test from hospitals, clinics, and private labs in Phuket;
– The cost of a rapid test ranges from 450-1,000 Baht per person. COVID-19 testing is at the travellers’ own expense.
Tours & ExcursionWe recommend that you only book an excursion with ‘SHA Plus’ certified companies for your safety;   

*Further information under review.
RestaurantsWe recommend that you only use ‘SHA Plus’ certified restaurants for your safety, but you may dine-in at non-certified restaurants, too.
Taxi & TransportationWe recommend that you use only ‘SHA Plus’ certified taxis and transportation, but you may use non ‘SHA Plus’, too if you prefer.   

If there are more than 2 people in a vehicle, masks must be worn at all times.   

Q. Is there is an app or website to be able to book SHA+ transport services? 
A. Information will be available soon.   

Q. Is GRAB taxi SHA+? 
A. Information will be available soon.
Other ActivitiesQ. What’s open? 
A. Information will be available soon.
COVID-19 InfectedIf you experience any COVID-19 symptoms, you must immediately get a test. If you travel in a group, everybody in the group must undergo a test.   

In case you are tested positive for COVID-19 in Thailand, you will be responsible for the medical expenses which must be covered by your insurance. 
Domestic TravelAfter spending 14 nights in Phuket and you are tested negative for COVID-19, you are free to go anywhere in Thailand but you must follow each province’s restrictions.
International TravelYou must follow your home country’s entry requirements, and Thailand is not responsible or able to assist with such updates by individual countries.

The TAT Newsroom (www.tatnews.org) will continue to provide regular updates on Phuket’s preparations to safely reopen to foreign tourists ranging from entry requirements and public health procedures to local vaccinations and hygiene standards.

For regular updates on the tourism-related COVID-19 situation in Thailand, visit the TAT Newsroom via www.tatnews.org; Facebook (tatnews.org); and Twitter (Tatnews_Org).

For additional information and assistance relating to Thailand’s tourism, contact the TAT Contact Centre 1672 or Tourist Police 1155.

ข้อมูลเบื้องต้น – Phuket Sandbox

ภูเก็ตจะเปิดให้บริการอีกครั้งสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ได้รับวัคซีนเต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 แต่รายละเอียดอย่างเป็นทางการ “ขั้นสุดท้าย” อยู่ระหว่างการตรวจสอบโดยรัฐบาลไทย

 ห้องข่าว ททท. ส่งอีเมล์5 วันที่ผ่านมา 62,159 อ่าน 6 นาที

ข้อมูลเบื้องต้น - Phuket Sandbox

กรุงเทพมหานคร ปรับปรุงเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2564 เวลา 14.00 น. – การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มีความยินดีที่จะให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับแบบจำลอง ‘Phuket Sandbox’ เพื่อเปิดให้บริการภูเก็ตอีกครั้งอย่างปลอดภัยสำหรับนักเดินทางต่างชาติที่ได้รับวัคซีนครบถ้วนตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

ห้องข่าว ททท. จะให้รายละเอียดอย่างเป็นทางการขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับโมเดล Phuket Sandbox ทันทีที่มีคำสั่งอนุมัติอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลไทย

ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์

ได้อย่างรวดเร็ว

  • ใช้ได้กับผู้เดินทางต่างประเทศที่ได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ครบถ้วนแล้วไม่น้อยกว่า 14 วันก่อนวันเดินทาง พวกเขาจะต้องมาจากประเทศ/ภูมิภาคที่มีความเสี่ยงต่ำถึงปานกลางของไวรัส SAR-CoV-2 ตามที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศและปรับปรุงอย่างต่อเนื่องในลิงค์นี้( ส่วนใหญ่เป็นภาษาไทย )
  • ใช้ได้กับเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปีที่เดินทางกับพ่อแม่หรือผู้ปกครองที่ได้รับวัคซีนครบสมบูรณ์
  • ใช้ได้กับเด็กอายุระหว่าง 6 ถึง 18 ปีที่เดินทางพร้อมกับพ่อแม่หรือผู้ปกครองที่ได้รับวัคซีนครบสมบูรณ์ แต่ต้องทำการทดสอบ COVID-19 เมื่อเดินทางมาถึงโดยออกค่าใช้จ่ายเอง
  • ผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศที่ได้รับวัคซีนทุกคนต้องได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 อย่างครบถ้วนด้วยวัคซีนที่จดทะเบียนกับกระทรวงสาธารณสุขหรือได้รับการอนุมัติจากองค์การอนามัยโลก
  • ผู้โดยสารขาเข้าทั้งหมดจะต้องดาวน์โหลดและติดตั้งแอปพลิเคชันแจ้งเตือน
  • เดินทางมาถึงทุกคนจะต้องเข้าพักในสถานประกอบการที่พักที่ได้รับการรับรองกับAmazing Thailand ความปลอดภัยและอนามัยการบริหาร (SHA) พลัสได้รับการรับรอง
    • สำหรับผู้เดินทางที่ต้องการเยี่ยมชมภูเก็ตเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเข้าพักขั้นต่ำ แต่ต้องออกจากภูเก็ต (ประเทศไทย) เพื่อไปยังประเทศอื่นในหรือก่อนวันออกเดินทางที่ตั้งใจไว้
    • สำหรับผู้เดินทางที่ต้องการเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทางอื่นๆ ของไทย ต้องพักค้างคืนที่ภูเก็ต 14 คืน และหลังจากนั้นจะได้รับอนุญาตให้เดินทางภายในประเทศ
  • การทดสอบ COVID-19 ทั้งหมดต้องเป็นไปตามแนวทางของกระทรวงสาธารณสุข
  • ผู้เดินทางได้รับอนุญาตให้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการท่องเที่ยวใด ๆ แต่ควรปฏิบัติตามมาตรการป้องกันDMHTTAอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของ COVID-19: D – เว้นระยะห่างM – สวมหน้ากากH – ล้างมือT – ตรวจอุณหภูมิT – ทดสอบ COVID -19 และA – แอปพลิเคชันแจ้งเตือน

การเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ Foreign

ก่อนมาถึง

เพื่อให้มีสิทธิ์เข้าประเทศไทย ผู้เดินทางต่างประเทศที่ได้รับวัคซีนและบุตรหลาน จำเป็นต้องมีการจัดเตรียมล่วงหน้าทั้งหมดตามลำดับที่ดีสำหรับการเดินทางขาเข้าและเข้าประเทศ ซึ่งรวมถึง:

  • ใบรับรองวัคซีนเพื่อพิสูจน์ว่าได้รับการฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19 ครบถ้วนแล้วไม่น้อยกว่า 14 วันก่อนวันเดินทางด้วยวัคซีนที่ลงทะเบียนกับ MoPH หรือได้รับการอนุมัติจากองค์การอนามัยโลก (WHO)
  • วีซ่าที่ถูกต้อง;
  • หนังสือรับรองการเข้าเมือง (COE) ที่ออกโดยสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลไทย
  • กรมธรรม์ประกันสุขภาพ COVID-19 ที่มีความคุ้มครองขั้นต่ำ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ
  • การยืนยันการจองในสถานประกอบการที่พักที่ได้รับการรับรอง SHA Plus
  • ใบรับรองแพทย์พร้อมผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ RT-PCR ระบุว่าตรวจไม่พบ COVID-19 ออกไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนออกเดินทาง

มาถึง

  • ผ่านขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร และการตรวจคัดกรอง COVID-19 รวมถึงการทดสอบ RT-PCR
  • ดาวน์โหลดและติดตั้งแอปพลิเคชั่นแจ้งเตือน
  • เช็คอินที่สถานประกอบการที่พักที่ได้รับการรับรอง SHA Plus ที่จองล่วงหน้า

อยู่

  • เข้ารับการทดสอบ COVID-19 โดยใช้วิธี RT-PCR ในวันที่ 5 ที่คุณมาถึงตามแนวทางของกระทรวงสาธารณสุข
  • มีส่วนร่วมในกิจกรรมการท่องเที่ยวหรือเพลิดเพลินกับบริการในสถานที่และธุรกิจที่ได้รับการรับรองจาก SHA Plus ภายใต้มาตรการป้องกัน DMHTTA
  • กรณีฉุกเฉินในกรณีที่มีอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจหรืออาการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง กรุณาแจ้งเจ้าหน้าที่ ณ ที่พักของท่าน หรือติดต่อโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด
  • ผู้ดำเนินการ/เจ้าของสถานประกอบการที่พักต้องรายงานรายชื่อและสถานะของแขกต่างชาติทั้งหมดต่อผู้มีอำนาจจังหวัดทุกวัน

ออกเดินทาง

  • สำหรับการเดินทางจากภูเก็ตไปยังจุดหมายปลายทางอื่นๆ ของไทย ผู้เดินทางจะต้องแสดงใบรับรองวัคซีนและใบรับรองแพทย์ที่มีผลตรวจเป็นลบสำหรับโควิด-19
  • สำหรับการเดินทางจากภูเก็ตไปยังประเทศอื่น ผู้เดินทางควรปฏิบัติตามแนวทางและมาตรการที่ประกาศโดยประเทศปลายทางนั้น ๆ

ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

นโยบายเกี่ยวกับเด็กเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปีต้องเดินทางกับพ่อแม่หรือผู้ปกครองที่ได้รับการฉีดวัคซีนเท่านั้น   

ในกรณีที่พบว่าพ่อแม่หรือผู้ปกครองติดเชื้อโควิด-19 ให้แยกเด็กออกจากกันเป็นเวลา 14 วัน
ประเทศPhuket Sandbox ใช้ได้เฉพาะสำหรับผู้เดินทางระหว่างประเทศที่ได้รับการฉีดวัคซีนอย่างเต็มที่จากประเทศ/ภูมิภาคที่มีความเสี่ยงต่ำถึงปานกลางของไวรัส SAR-CoV-2 ตามที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง *รายชื่ออยู่ในลิงค์นี้(ส่วนใหญ่เป็นภาษาไทย)   

ประเทศที่มีความเสี่ยงสูงไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าสู่ขั้นตอนนี้
วีซ่าและใบรับรองการเข้าเมืองนักท่องเที่ยวทุกคนต้องได้รับการรับรองรายการ (COE) ที่https://coethailand.mfa.go.th/  

ตรวจสอบเว็บไซต์เพื่อดูเอกสารที่จำเป็น   

สถานทูต/สถานกงสุลใหญ่ใช้เวลา 3 วันทำการในการดำเนินการสมัคร   

ผู้สมัครสามารถตรวจสอบผลการสมัครได้ที่เว็บไซต์
ประกันภัยผู้เดินทางต่างประเทศต้องมีประกันที่ครอบคลุมการรักษาและค่ารักษาพยาบาล รวมถึงประกันที่เกี่ยวข้องกับ COVID-19 โดยมีความคุ้มครองขั้นต่ำ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ ประกันต้องครอบคลุมระยะเวลาพำนักในประเทศไทยทั้งหมด
วัคซีน ผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศที่ได้รับวัคซีนทุกคนต้องได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 อย่างครบถ้วนด้วยวัคซีนที่จดทะเบียนกับกระทรวงสาธารณสุขหรือได้รับการอนุมัติจากองค์การอนามัยโลก (WHO)   

ขาเข้าจะต้องได้รับการฉีดวัคซีนมากกว่า 14 วัน ต้องส่งหลักฐานการฉีดวัคซีนเมื่อสมัคร COE
สายการบินสายการบินที่ประกาศเที่ยวบินตรงไปภูเก็ต: 
– British Airways 
– Cathay Pacific 
– El Al 
– Etihad Airways 
– Emirates 
– Singapore Airlines 
– THAI 
– Qatar Airways    

กรุณาตรวจสอบตารางการบินในเว็บไซต์ของสายการบินที่เกี่ยวข้อง   

โปรดทราบว่าสายการบินบางแห่งไม่สามารถให้บริการในประเทศบ้านเกิดของคุณได้
ก่อนถึงภูเก็ตคุณต้องได้รับใบรับรองแพทย์พร้อมผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ RT-PCR ที่ระบุว่าตรวจไม่พบ COVID-19 ออกไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนออกเดินทาง
ที่สนามบินคุณต้องดาวน์โหลดและติดตั้งแอปพลิเคชันแจ้งเตือน   

ที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง คุณจะต้องกรอกบัตรขาเข้า แสดง COE และหนังสือเดินทาง
SHA & SHA พลัส+‘SHA’ เป็นใบรับรองสำหรับธุรกิจที่เป็นไปตามมาตรฐานพื้นฐานของสุขอนามัยและความปลอดภัยด้านสุขภาพสำหรับผลิตภัณฑ์และบริการของตนตามมาตรการทั่วประเทศเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)   

‘SHA Plus’ เป็นใบรับรองสำหรับบริษัท/บุคคลที่ได้รับใบรับรอง SHA และ 70% ของพนักงานได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว   

นี่คือรายการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องของธุรกิจ SHA พลัสในจังหวัดภูเก็ต
ตอนอยู่ภูเก็ตไปที่ไหนก็ได้ในภูเก็ต แต่คุณต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันDMHTTAอย่างเคร่งครัด: D – Distancing, M – สวมหน้ากาก, H – ล้างมือ, T– อุณหภูมิ, T – การทดสอบสำหรับ COVID-19 และA – แอปพลิเคชันแจ้งเตือน   

ต้องสวมหน้ากากตลอดเวลาในที่สาธารณะ และหากมีคนสองคนขึ้นไปในรถ   

คุณอาจจำเป็นต้องเข้ารับการตรวจโควิด-19 โดยใช้ RT-PCR หรือวิธีแอนติเจนอย่างรวดเร็วในระหว่างการเข้าพักของคุณตามแนวทางของกระทรวงสาธารณสุข   

ถาม แขกคนที่ 2 ที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยแล้วสามารถเข้าร่วมกับแขกที่มาถึง ‘ต่างประเทศ’ ในโรงแรม ‘SHA Plus’ ได้หรือไม่?
A. ได้ การให้บริการแขกตามกฎทั้งหมดที่กำหนดไว้สำหรับชาวไทยและชาวต่างชาติในประเทศไทย
ที่พัก             คุณจำเป็นต้องจองที่พัก ‘SHA Plus’ สำหรับการเข้าพักในจังหวัดภูเก็ต   

ไม่อนุญาตให้อาศัยอยู่ในที่พักส่วนตัวเพื่อวัตถุประสงค์ในการควบคุมโควิด-19   

ถาม: ฉันต้องจองการเข้าพักติดต่อกันในที่เดียวหรือไม่? 
A. คุณสามารถย้ายระหว่างโรงแรม SHA Plus ระหว่างการเข้าพักของคุณ   

Q. การจองต้องชำระเงินล่วงหน้าหรือไม่? หรือถ้าหลักฐานการจองจะเพียงพอ? 
ก. แบบเติมเงิน   

ถาม: มีนโยบายการยกเลิกและการคืนเงินที่เป็นมาตรฐานสำหรับโรงแรม ‘SHA Plus’ เพื่อความอุ่นใจที่ตกลงกันโดยเจ้าของโรงแรม ‘SHA Plus’ ทั้งหมดหรือไม่ 
ก. ใช่.
การทดสอบ COVID-19การทดสอบ RT-PCR: 
– โรงพยาบาลทุกแห่งในภูเก็ตสามารถให้การทดสอบ RT-PCR ได้ 
– ค่าตรวจ RT-PCR covid อยู่ที่ 2,500-4,000 บาทต่อคน 

การทดสอบอย่างรวดเร็ว: 
– คุณสามารถรับการทดสอบอย่างรวดเร็วจากโรงพยาบาล คลินิก และห้องปฏิบัติการส่วนตัวในจังหวัดภูเก็ต 
– ค่าทดสอบอย่างรวดเร็วอยู่ที่ 450-1,000 บาทต่อคน การทดสอบ COVID-19 เป็นค่าใช้จ่ายของผู้เดินทางเอง
ทัวร์ & ทัศนศึกษาเราขอแนะนำให้คุณจองทัวร์กับบริษัทที่ผ่านการรับรอง ‘SHA Plus’ เท่านั้น เพื่อความปลอดภัยของคุณ   

*ข้อมูลเพิ่มเติมอยู่ระหว่างการตรวจสอบ
ร้านอาหารเราขอแนะนำให้คุณใช้เฉพาะร้านอาหารที่ผ่านการรับรอง ‘SHA Plus’ เพื่อความปลอดภัยของคุณ แต่คุณสามารถรับประทานอาหารในร้านอาหารที่ไม่ผ่านการรับรองได้เช่นกัน
แท็กซี่และขนส่งเราขอแนะนำให้คุณใช้เฉพาะแท็กซี่และการขนส่งที่ผ่านการรับรอง ‘SHA Plus’ แต่คุณอาจใช้ที่ไม่ใช่ ‘SHA Plus’ ได้เช่นกัน หากคุณต้องการ   

หากมีคนอยู่ในรถเกิน 2 คน ต้องสวมหน้ากากตลอดเวลา   

ถาม มีแอพหรือเว็บไซต์ที่สามารถจองบริการขนส่ง SHA+ ได้หรือไม่ 
ก. ข้อมูลจะมีให้ในเร็วๆ นี้   

ถาม: GRAB แท็กซี่ SHA+ คืออะไร? 
ก. ข้อมูลจะมีให้ในเร็วๆ นี้
กิจกรรมอื่น ๆQ. มีอะไรเปิดบ้าง? 
ก. ข้อมูลจะมีให้ในเร็วๆ นี้
ติดเชื้อโควิด-19หากคุณพบอาการใดๆ ของ COVID-19 คุณต้องเข้ารับการตรวจทันที หากคุณเดินทางเป็นกลุ่ม ทุกคนในกลุ่มจะต้องผ่านการทดสอบ   

ในกรณีที่คุณมีผลตรวจเป็นบวกสำหรับ COVID-19 ในประเทศไทย คุณจะต้องรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลที่ต้องอยู่ในประกันของคุณ 
การเดินทางในประเทศหลังจากใช้เวลา 14 คืนในภูเก็ตและผลตรวจเป็นลบสำหรับ COVID-19 คุณสามารถเดินทางไปที่ใดก็ได้ในประเทศไทย แต่คุณต้องปฏิบัติตามข้อจำกัดของแต่ละจังหวัด
การเดินทางระหว่างประเทศคุณต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดในการเข้าประเทศของคุณ และประเทศไทยไม่มีส่วนรับผิดชอบหรือไม่สามารถช่วยเหลือในการอัปเดตดังกล่าวในแต่ละประเทศ

ห้องข่าว ททท. ( www.tatnews.org ) จะยังคงให้ข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับการเตรียมการของภูเก็ตเพื่อเปิดให้บริการนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้อย่างปลอดภัยตั้งแต่ข้อกำหนดในการเข้าประเทศและขั้นตอนด้านสาธารณสุขไปจนถึงการฉีดวัคซีนในท้องถิ่นและมาตรฐานด้านสุขอนามัย

ติดตามข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์ COVID-19 ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวของประเทศไทยได้ที่ห้องข่าว ททท. ทาง  www.tatnews.org ; เฟสบุ๊ค ( tatnews.org ); และทวิตเตอร์ ( Tatnews_Org )

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและความช่วยเหลือเกี่ยวกับการท่องเที่ยวของประเทศไทย โปรดติดต่อ ททท. Contact Center 1672 หรือตำรวจท่องเที่ยว 1155

ที่มา : https://www.tatnews.org/2021/06/initial-information-phuket-sandbox/

เรื่องที่เกี่ยวข้อง