Site icon Relaxtrip2018.com

ตรวจ ATK ผลเป็นบวกต้องทำอย่างไร จุดให้บริการ ใกล้บ้านมีที่ไหน

ใครติดโควิด -19 ตรวจ ATK ผลเป็นบวกต้องทำอย่างไร จุดให้บริการ ใกล้บ้านมีที่ไหนบ้าง ตรวจสอบข้อมูล พร้อมช่องทางติดต่อ

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในไทย ที่ยอดผู้ติดเชื้อยังคงพุ่งสูงต่อเนื่อง ประกอบกับผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่พบว่าเป็นสายพันธุ์โอไมครอนและไม่ค่อยมีอาการรุนแรง รัฐฯจึงมีมาตรการแนวทางออกมาเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น นั่นก็คือ “เจอ แจก จบ” โดยไม่จำเป็นต้องนอนรักษาที่โรงพยาบาลแต่ดูแลรักษาตัวที่บ้านหรือชุมชน และจะให้การรักษาด้วยยา 3 สูตร ยารักษาตามอาการ ฟ้าทะลายโจร ยาฟาวิพิราเวียร์ ซึ่งจะมีที่ไหนบ้าง สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ที่นี่

สถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต (ดินแดง) กรุงเทพฯ

สถาบันราชานุกูล เปิดให้บริการ “OPD COVID-19” สำหรับเด็กพิเศษและครอบครัว ผู้ป่วยที่มีผลการตรวจ ATK Covid-19 เป็นบวก มีระดับอาการอยู่ในเกณฑ์ “สีเขียว” กล่าวคือ เป็นผู้ป่วยที่ไม่มีอาการ หรือมีอาการเล็กน้อย เช่น เจ็บคอ /มีไข้ / ไอแห้ง /ปวดกล้ามเนื้อเล็กน้อย/เหนื่อย อ่อนเพลีย/จมูกยังได้กลิ่น /ถ่ายเหลว เป็นต้น

โดยสามารถโทรติดต่อลงทะเบียนขอรับบริการได้ที่ 064 935 0163 (ให้บริการในวันและเวลาราชการ วันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 09.00 – 15.00 น.) เพื่อคัดกรองและนัดหมายเข้ารับการตรวจรักษาและติดตามอาการ

ทั้งนี้กรุณานำบัตรประชาชนหรือบัตรผู้พิการมาด้วย เพื่อความสะดวกในการลงทะเบียน

โรงพยาบาลปทุมธานี

โรงพยาบาลปทุมธานี ประกาศว่า สำหรับผู้ป่วยโควิด ที่ตรวจ ATK ที่บ้านแล้ว ผลเป็น “บวก” (ATK +) ให้นำผลหรือชุดตรวจ ATK ที่ผลเป็นบวกมาแสดง ณ จุดบริการ เพื่อพิจารณาการรักษารับยา และกลับบ้านเพื่อสังเกตอาการต่อ ทั้งนี้จะแบ่งการรักษา เป็น

1.ยาฟ้าทะลายโจร 

2.ยารักษาตามอาการ เช่น ยาลดไข้ แก้ไอ ลดน้ำมูก 

3. ยาฟาวิพิราเวียร์

สำหรับการจ่ายยาขึ้นอยู่กับข้อบ่งชี้ของแพทย์ และติดตามอาการผ่าน Line openchat ของ รพ.

เปิดให้บริการ ณ โรงพยาบาลปทุมธานี  เริ่ม วันจันทร์ที่ 7 มีนาคม 2565 ณ บริเวณเสาธง หน้า รพ.ปทุมธานี โดยเปิดให้บริการ ดังนี้ วันราชการ เวลา 8.30-16.00 น. วันหยุดราชการ หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 8.30-12.00 น. สามารถติดต่อHOTLINE COVID รพ.ปทุมธานี  092-7274967

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการ 

โรงพยาบาลบางเสาธง ประกาศว่า หากตรวจ ATK แล้วขึ้นสองขีด และไม่มีอาการ สามารถสแกนคิวอาร์โค้ด กรอกข้อมูล  หลังจากนั้นโปรดรอเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ  หรือแจ้ง อสม.  รพ.สต.ใกล้บ้าน หรือสามารถตรวจสอบข้อมูลจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการ 

โรงพยาบาลแกลง 

โรงพยาบาลแกลง  แจ้งว่าผู้ป่วยติดเชื้อ Covid 19 ที่มีผล ATK เป็นบวก (ขึ้นสองขีด)และยังไม่ได้รับการติดต่อเพื่อดูแลรักษา สามารถลงทะเบียนเพื่อเข้าระบบการรักษาได้

โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ชลบุรี

โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา จังหวัดชลบุรี ประกาศว่าผู้ที่ตรวจ ATK แล้วมีผลเป็นบวก ที่มีสิทธิ์การรักษาที่รพ.สามารถติดต่อผ่านช่องทาง QR Code ได้โดยตรงเพื่อเข้าระบบการรักษาพยาบาล

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชลบุรี

ได้แจ้งช่องทางสำหรับผู้ที่ตรวจพบเชื้อโควิด -19 สามารถสแกน QR Code หรือสายด่วนโควิด -19 ชลบุรีได้

โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว

โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว ประกาศเกี่ยวกับการรักษาโควิดแบบ “เจอ แจก จบ”  แก่ผู้ติดเชื้อ ไม่มีอาการ หรือมีอาการเล็กน้อย ไม่มีภาวะเสี่ยง รักษาแบบผู้ป่วยนอก (OPD) 

โดยสามารถแจ้งผลตรวจ ATK เป็นบวก สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในเขต ต.สระแก้ว อ.เมืองสระแก้ว โทร 081-9824747 ส่วนผู้ที่อาศัยอยู่ ต.อื่นๆ ในเขต อ.เมืองสระแก้ว โทร 092-8566363 หรือติดต่อที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลใกล้บ้าน

โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ รัตนาธิเบศร์ นนทบุรี

โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ รัตนาธิเบศร์(การุญเวชเดิม)ประกาศว่า รพ.ให้บริการตรวจคัดกรอง ATK เบื้องต้นทุกสิทธิ์การรักษา โดยไม่มีค่าใช้จ่าย (สำหรับผู้มีสิทธิ์ประกันสังคมทุก รพ. หาก ATK พบผลบวก สามารถรับเข้ารักษาที่ Hospitel ทันที โดยไม่มีการทำ PCR)

ประกาศเกี่ยวกับข้อปฏิบัติ หากตรวจ ATK ขึ้น 2 ขีด จะต้องทำอย่างไร

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี  

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี  ประกาศเกี่ยวกับข้อปฏิบัติ หากตรวจ ATK แล้วพบว่า ขึ้น 2 ขีด จะต้องทำอย่างไร โดยแบ่งข้อมูลออกเป็นดังนี้


1. ไม่ใช่กลุ่มเสี่ยง 608 + ไม่มีอาการ/อาการเล็กน้อยเหมือนไข้หวัด 

-ไม่จำเป็นต้องตรวจ RT-PCR

-ไม่จำเป็นต้องเอกซเรย์ปอด

-สามารถให้ยา ฟ้าทะลายโจร

-ไม่ให้ Flavipiravir 

-ในกลุ่มนี้สามารถรักษาแบบ Home Isolation (HI) หรือ ผู้ป่วยนอก (OPD)

-ไม่จำเป็นต้องตรวจเอกซเรย์ปอดซ้ำ ยกเว้น เมื่อมีอาการแย่ลง 

2. กลุ่มเสี่ยง 608 + ไม่มีอาการ/อาการเล็กน้อยเหมือนไข้หวัด 

-ตรวจ RT-PCR

-ไม่จำเป็นต้องเอกซเรย์ปอด

-ไม่ให้ยา ฟ้าทะลายโจร

-จ่ายยา Flavipiravir ทุกรายที่ไม่มีข้อห้าม

-ในกลุ่มนี้สามารถรักษาแบบ Home Isolation หรือ Community Isolation ได้ โดยไม่ต้องรอผล RT-PCR

สำหรับกลุ่มเสี่ยง 608 ได้แก่ อายุ> 60 ปี, ตั้งครรภ์, โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง/หอบหืด, โรคหัวใจ, โรคไตวายเรื้อรัง, โรคตับแข็ง, โรคหลอดเลือดสมอง, โรคอ้วน BMI > 35, โรคมะเร็ง / ภูมิคุ้มกันบกพร่อง, โรคเบาหวาน (ไม่จำเป็นต้องตรวจเอกซเรย์ปอดซ้ำ ยกเว้น เมื่อมีอาการแย่ลง )

3.กลุ่มเสี่ยงสูง + ไม่มีอาการ/อาการเล็กน้อยเหมือนไข้หวัด 
ตรวจ RT-PCR

-ไม่จำเป็นต้องเอกซเรย์ปอด

-ไม่ให้ยา ฟ้าทะลายโจร

-จ่ายยา Flavipiravir ทุกรายที่ไม่มีข้อห้าม

-กลุ่มนี้รักษาที่โรงพยาบาลสนาม (หลังทราบผล RT-PCR)

กลุ่มเสี่ยงสูง : มีข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ อายุ> 75 ปี, โรคอ้วน BMI>35, เบาหวานที่ควบคุมไม่ได้, โรคในกลุ่ม 608 ที่ควบคุมไม่ได้ กรณีที่ อายุมากกว่า 75 ปี แต่แข็งแรงดี มีผู้ดูแล อาจพิจารณาให้ Home Isolation ได้ (ไม่จำเป็นต้องตรวจเอกซเรย์ปอดซ้ำ ยกเว้น เมื่อมีอาการแย่ลง )

4. มีอาการปานกลาง ไม่ว่าจะมีโรคประจำตัวหรือไม่ก็ตาม 
ตรวจ RT-PCR

-ตรวจเอกซเรย์ปอด

-ไม่ให้ยา ฟ้าทะลายโจร

-จ่ายยา Flavipiravir ทุกรายที่ไม่มีข้อห้าม

-ในกลุ่มนี้รักษาที่โรงพยาบาลสนาม หรือ โรงพยาบาลหลัก (หลังทราบผล RT-PCR)

อาการปานกลาง : มีข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ไข้>38*C นานกว่า 24 ช.ม., ไอเป็นชุด/รุนแรง, เหนื่อย หายใจขัด, แน่นหน้าอก, ถ่ายเหลว > 3 ครั้งต่อวัน, อ่อนเพลีย/ไม่มีแรง โดยระหว่างรอผล RT-PCR ให้ดูแลผู้ป่วยอยู่ในห้องแยกโรค หรือสถานที่เหมาะสม 

5. มีอาการรุนแรง ไม่ว่าจะมีโรคประจำตัวหรือไม่ก็ตาม 
ตรวจ RT-PCR

-ตรวจเอกซเรย์ปอด

-ไม่ให้ยา ฟ้าทะลายโจร

-จ่ายยา Flavipiravir ทุกรายที่ไม่มีข้อห้าม

-ในกลุ่มนี้รักษาที่โรงพยาบาลหลัก (หลังทราบผล RT-PCR)

อาการรุนแรง : มีข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ไข้>39*C นานกว่า 24 ช.ม. หายใจ> 25 ครั้ง/นาทีในผู้ใหญ่, ออกซิเจนในเลือด <94%, มีโรคประจำตัวที่จำเป็นต้องติดตามอาการอย่างใกล้ชิด หรือไม่สามารถควบคุมได้ โดยระหว่างรอผล RT-PCR ให้ดูแลผู้ป่วยอยู่ในห้องแยกโรค หรือสถานที่เหมาะสม 

ขอบคุณที่มาข้อมูล : https://www.springnews.co.th/news/821552

การใช้ยาฟ้าทะลายโจร รักษาโควิด-19

1 มี.ค.65 แนวปฏิบัติของประชาชนเมื่อสงสัยว่าติดโควิด-19 ต้องทำอย่างไร ?

1.ผู้สงสัยว่าจะติดเชื้อโควิด-19 ตรวจ ATK ด้วยตนเองแล้วพบว่าขึ้น 2 ขีด ผลเป็นบวก ติดเชื้อโควิด-19 (ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ไม่ต้องให้ตรวจยืนยันซ้ำด้วย RT-PCR)

ดำเนินการต่ออย่างใดอย่างหนึ่งดังนี้

ก.โทรศัพท์

– ต่างจังหวัด สถานพยาบาลใกล้บ้าน หรือสายด่วนเกี่ยวกับโควิด-19 ประจำอำเภอหรือจังหวัด (ดูรายละเอียดที่เฟสบุ๊กหรือเว็บไซต์สำนักงานสาธารณสุขแต่ละจังหวัด

– กทม. โทร.เบอร์สายด่วนของแต่ละเขต (เข้าไปดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์หรือเฟสบุ๊ก กรุงเทพมหานคร: https://bit.ly/3FBOgvw ) หรือเพิ่มเพื่อนทาง Line @BKKCOVID19CONNECT หรือคลิก https://bit.ly/3Iuw7Si

*** ทั้ง กทม.และต่างจังหวัด หากไม่สะดวก
– โทร.สายด่วน สปสช. 1330 กด 14 (ส่งให้สถานพยาบาลคัดกรองเบื้องต้น)

ข.ไปโรงพยาบาลตามสิทธิของท่าน

• สิทธิบัตรทอง 30 บาท (สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) รักษาทุกที่ตามนโยบายยกระดับบัตรทอง สามารถเข้ารับบริการในระบบบริการปฐมภูมิที่ไหนก็ได้ทั่วประเทศ โดยที่หน่วยบริการจะไม่มีการเรียกให้กลับไปรับใบส่งตัวมาเหมือนในอดีต

ตัวอย่างหน่วยบริการปฐมภูมิ เช่น สถานีอนามัย, โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล (รพ.สต.), หน่วยบริการปฐมภูมิของโรงพยาบาล, ศูนย์สุขภาพชุมชน ศูนย์บริการสาธารณสุข รวมถึง คลินิกชุมชนอบอุ่น เป็นต้น

• สิทธิประกันสังคม ไปโรงพยาบาลตามสิทธิของท่านหรือโรงพยาบาลที่ท่านลงทะเบียนเลือกไว้

• สิทธิข้าราชการ ไปโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลภาครัฐ

A.หากพบว่าไม่มีภาวะเสี่ยง

จะเข้าสู่ระบบการรักษาตามแนวทางใหม่ของกระทรวงสาธารณสุขที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2565 คือ รักษาแบบผู้ป่วยนอกและแยกกักตัวที่บ้านตามแนวทาง “เจอ-แจก-จบ” จะได้รับการจับคู่กับสถานพยาบาลแบบผู้ป่วยนอก ด้วยระบบ tele-health ดังนี้

แยกกักตัวที่บ้าน 7-10 วัน

• จ่ายยาตามอาการ

• โทรติดตามอาการ (ครั้งเดียว 48 ชั่วโมง)

• ระบบส่งต่อเมื่ออาการแย่ลง

• ไม่ได้รับอาหาร ไม่ได้รับอุปกรณ์ประเมิน เช่น เครื่องวัดไข้และเครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว

*** แนวทาง “เจอ แจก จบ” คือ

หลังจากผู้ที่สงสัยป่วยโควิด-19 ตรวจ ATK แล้วหากพบผลเป็นบวก (เจอ) แพทย์จะพิจารณาจ่ายยารักษาตามอาการ 3 สูตร (แจก) ได้แก่ 1.ยาฟ้าทะลายโจร 2.ยารักษาตามอาการ เช่น ยาลดไข้ แก้ไอ ลดน้ำมูก 3.ยาฟาวิพิราเวียร์ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ติดเชื้อในการเข้าถึงบริการ และเป็นการเชื่อมโยงเข้าสู่การเป็นโรคที่ดูแลได้ด้วยตนเอง (จบ)

***สำหรับผู้ติดเชื้อโควิด-19 สิทธิบัตรทอง ที่ได้รับการประเมินว่าไม่มีอาการแต่ยืนยันว่าต้องการเข้าระบบการรักษาที่บ้าน (Home Isolation) ตัดสินใจร่วมกับสถานพยาบาล เพื่อเข้ารับการรักษาที่บ้าน (Home Isolation) และได้รับการดูแลตามระบบได้เช่นเดียวกัน

B.ประเมินอาการแล้วพบว่ามีภาวะเสี่ยง แบ่งอาการเป็น 3 กรณีดังนี้

1.ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง ไม่มีปอดอักเสบ ไม่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรครุนแรง/ไม่มีโรคร่วมสำคัญ

จับคู่กับสถานพยาบาลเพื่อเข้าระบบรักษาที่บ้าน (Home Isolation) กรณีสภาพบ้านไม่พร้อมเข้าระบบการรักษาโดยชุมชนหรือศูนย์พักคอย (Community Isolation) ได้รับการดูแลแบบ tele-health แพทย์จะพิจารณาว่าจะให้ยาฟาวิพิราเวียร์หรือไม่ หากกำลังใช้ฟ้าทะลายโจรจะต้องหยุดฟ้าทะลายโจรก่อน มีระบบส่งต่อเมื่ออาการแย่ลง (โทร.ติดตามอาการ, เครื่องวัดไข้และเครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว, ส่งอาหารถึงบ้าน)

2.ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง แต่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรครุนแรง หรือผู้ป่วยที่มีปอดอักเสบ และ 3.ผู้ป่วยที่มีโรครุนแรงมาก

สองกลุ่มนี้แพทย์จะพิจารณารับการรักษาในโรงพยาบาล และพิจารณาให้ยารักษาที่มียาชนิดตามความเหมาะสม

2.กรณีตรวจ ATK แล้วผลตรวจเป็นลบ ขึ้น 1 ขีด

• ปฏิบัติตามมาตรการ DMHTT/Self Quarantine การแยกเพื่อสังเกตอาการ ณ ที่พักอาศัย

• ตรวจ ATK ซ้ำเมื่อครบ 7 วันหรือเมื่อมีอาการ หากผลเป็นบวก ดำเนินการตามข้อ 1 หากผลเป็นลบ Self Quarantine อีก 3 วัน และ DMHTT

*** DMHTT คือแนวทางปฏิบัติที่กระทรวงสาธารณสุขแนะนำให้ใช้ในการชะลอการระบาดของ โควิด-19 คือ อยู่ห่างไว้, ใส่มาก์สกัน, หมั่นล้างมือ, ตรวจให้ไว, ใช้ไทยชนะ และหมอชนะ

3.ผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายเดิม ก่อน 1 มี.ค.65 ที่ลงทะเบียนเข้าระบบการรักษาที่บ้าน แต่ยังไม่ได้รับการจับคู่กับสถานพยาบาล

• กรณีไม่มีอาการ-อาการเล็กน้อย ดำเนินการตามข้อ ข. คือ ไปที่โรงพยาบาลตามสิทธิเพื่อรับบริการตามแนวทางกระทรวงสาธารณสุข “เจอ-แจก-จบ”

• กรณีมีอาการ เข้ารักษาตามระบบ Home Isolation

• กรณีมีอาการรุนแรง ส่งต่อเข้ารักษาในโรงพยาบาล

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 1330 ตลอด 24 ชม. หรือ คลิก https://lin.ee/zzn3pU6 เพิ่มเพื่อนไลน์กับ สปสช. @nhso

มาตรการ”เจอ แจก จบ”

สำหรับมาตรการแนวทางที่รัฐฯได้เพิ่มขึ้นมา “เจอ แจก จบ”เริ่มเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2565   โดยระบบดังกล่าวจะเป็นการตรวจผู้ที่สงสัยหรือมีความเสี่ยงว่าจะติดเชื้อด้วยชุดตรวจ ATK หากผลเป็นบวกจะให้การรักษาด้วยยา 3 สูตร ได้แก่

1.ยารักษาตามอาการ เช่น วิตามินซี ยาลดไข้ ลดน้ำมูก แก้ไอ ตามอาการที่มี

2. ฟ้าทะลายโจร

3. ยาฟาวิพิราเวียร์

ส่วนการรักษานั้น จะเข้ารับการรักษาในลักษณะเป็นผู้ป่วยนอก คือ ไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลแต่ดูแลรักษาตัวที่บ้านหรือชุมชน (HI/CI) ซึ่งจะมีการให้ความรู้ในการดูแลแยกกักตัวเอง และแจกเบอร์โทรศัพท์เพื่อติดต่อกลับกรณีมีอาการมากขึ้นหรือมีข้อสงสัยที่ต้องการสอบถาม ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ถือว่าได้เข้าสู่ระบบบริการสุขภาพ เรียบร้อย โดยจะได้รับการดูแลติดตามประเมินอาการภายใน 48 ชั่วโมง

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จัดประชุมชี้แจงหลักเกณฑ์เงื่อนไขการเบิกจ่ายกรณีบริการดูแลรักษาโรคโควิด-19 ที่มีการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2565 ผ่านระบบออนไลน์ และ FB Live สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยมีผู้ร่วมประชุมเกือบ 3,000 คน จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและหน่วยบริการทุกระดับทั่วประเทศเข้าร่วม

พญ.นฤมล สวรรค์ปัญญาเลิศ ที่ปรึกษากรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กรมการแพทย์ ได้มีการทบทวนและปรับแนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วย ตามข้อมูลวิชาการในประเทศและต่างประเทศ เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ที่ผ่านมา

กำหนดให้ผู้ติดเชื้อโควิด-19 เมื่อตรวจ ATK กรณีมีผลบวกให้ประเมินอาการและความเสี่ยง หากไม่มีให้เข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยนอกหรือลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ Home Isolation (HI) และแยกกักตัวที่บ้านได้

ซึ่งกรณีรับการรักษาแบบผู้ป่วยนอก ระบบจะโทรติดตาอาการเมื่อครบ 48 ชั่วโมง หากมีอาการที่แย่ลงก็จะส่งต่อรักษาในโรงพยาบาล

ส่วนกรณีผู้มีอาการและมีความเสี่ยง รวมถึงที่บ้านไม่มีความพร้อมในการแยกกักตัว จะเข้าสู่การดูแลในระบบ Hotel Isolation, Hospitel แล Community Isolation โดยไม่ต้องทำการตรวจ RT-PCR ซึ่งการตรวจ RT-PCR จะทำการตรวจเฉพาะในกรณีที่ต้องเข้ารักษาหรือส่งต่อรักษาที่โรงพยาบาล

ส่วนการให้ยารักษานั้น ย้ำว่าในกรณีผู้ป่วยไม่มีอาการหรือสบายดี จะไม่ให้ยาต้านไวรัส เช่น ยาฟาวิพิราเวียร์ เป็นต้น โดยแพทย์จะรักษาตามอาการ ให้ยาฟ้าทะลายโจร ขึ้นอยู่ตามดุลยพินิจของแพทย์ ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการ แพทย์จะพิจารณาให้ยาฟาวิพิราเวียร์ โดยเริ่มให้ยาเร็วที่สุด แต่หากมีอาการมาแล้วเกิน 5 วัน โดยผู้ป่วยไม่มีอาการหรือมีอาการเล็กน้อยอาจไม่จำเป็นต้องให้ยา เพราะจากข้อมูลการรักษาพบว่าเชื้อโอไมครอน 80% ผู้ป่วยจะหายเองโดยไม่มีภาวะแทรกซ้อน

ด้าน พญ.กฤติยา ศรีประเสริฐ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ตามที่กรมการแพทย์ได้มีการปรับแนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ทาง สปสช.จึงทำการปรับหลักเกณฑ์การจ่ายค่าบริการเพื่อรองรับการให้บริการของหน่วยบริการ เริ่ม ณ วันที่ 1 มีนาคม 2565 ซึ่งรายการบริการต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงมีดังนี้ 

บริการคัดกรองโควิด-19 สำหรับคนไทยทุกสิทธิ ครอบคลุมกลุ่มเสี่ยงตามที่กรมควบคุมโรคกำหนด การคัดกรองก่อนทำหัตถการตามที่กรมการแพทย์กำหนด และตามดุลยพินิจแพทย์ เฉพาะดำเนินการภายในหน่วยบริการ ทั้งการตรวจแบบ RT-PCR ประเภท 2 ยืน อัตรา 900 บาท/ครั้ง และประเภท 3 ยีน อัตรา 1,100 บาท/ครั้ง การตรวจแบบ Antigen Professional ทั้งวิธี Chormatography อัตรา 250 บาท/ครั้ง และวิธี FIA อัตรา 350 บาท/ครั้ง

การสนับสนุนชุดตรวจการติดเชื้อโควิด-19 แบบ ATK สำหรับประชาชนกลุ่มเสี่ยง ในอัตรา 55 บาท/ชุด โดยจ่ายให้กับหน่วยบริการ ซึ่งประชาชนสามารถรับชุดตรวจครั้งละไม่เกิน 2 ชุด/ครั้ง โดยตรวจเว้นระยะห่างอย่างน้อย 5 วัน และรายงานผลผ่านแอบเป๋าตัง ของธนาคารกรุงไทย

บริการดูแลรักษาโรคโควิด-19 ที่เป็นการรักษาIแบบผู้ป่วยนอกและแยกกักตัวที่บ้าน (OP self Isolation) เฉพาะผู้ป่วยสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และหน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเท่านั้น ซึ่งแยกการจ่ายชดเชยค่าบริการเป็น 2 ส่วน คือ 1.ค่าบริการดูแลรักษาที่เป็นจ่ายแบบเหมาจ่าย 1,000 บาท/ราย ครอบคลุมการให้คำแนะนำแยกกักตัวที่บ้าน การให้ยารักษา การประสานติดตามอาการ และการจัดระบบส่งต่อ 2.ค่าบริการสำหรับการให้คำปรึกษาหรือการดูแลรักษาเบื้องต้นหลังครบ 48 ชั่วโมงไปแล้ว (บริการรองรับการติดต่อกลับ) เหมาจ่ายอัตรา 300 บาท/ราย



กรณีการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มสีเขียว กำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายเช่นเดียวกับ Home Isolation และ Community Isolation (HI/CI) แบบเหมาจ่าย ทั้งกรณีรักษาในโรงพยาบาลที่เป็นหน่วยบริการในระบบ และกรณีเข้ารักษาในระบบ UCEP COVID ในหน่วยบริการนอกระบบ รวมถึงการรักษานอกโรงพยาบาล ได้แก่ HI/CI, Hotel Isolation, รพ.สนาม และ Hospitel เป็นต้น ครอบคลุมบริการดูแลผู้ติดเชื้อ ค่าอาหาร 3 มื้อ/วัน อุปกรณ์ในการดูแลและติดตามสัญญาณชีพ ค่ายา และค่าเอกซเรย์ปอด หรือ Chest X-ray กรณีจำเป็น ซึ่งการจ่ายชดเชยกรณีการให้บริการรักษาตั้งแต่ 1-6 วัน จะอยู่ที่อัตรา 4,000 บาท หากมีบริการอาหารเพิ่มเป็น 6,000 บาท และบริการรักษา 7 วันขึ้นไป อยู่ที่ 8,000 บาท หากมีบริการอาหารเพิ่มเป็น 12,000 บาท

บริการผู้ป่วยนอกที่ไม่เข้าเกณฑ์ OP self Isolation จะครอบคลุมบริการตรวจแลปและค่าเก็บตัวอย่าง ทั้ง RT-PCR, Antibody และ Antigen ค่ายาที่เป็นการรักษาเฉพาะผู้ป่วยโควิด จ่ายตามจริงไม่เกิน 7,200 บาท/ราย และค่ารถส่งต่อผู้ป่วย รวมค่าชุด PPE และ ยาฆ่าเชื้อจ่ายตามจริงตามระยะทางไม่เกิน 1,400 บาท/ครั้ง

บริการผู้ป่วยใน กำหนดจ่ายตามระบบ DRG. และจ่ายเพิ่มเติมทั้งในส่วนค่าตรวจแลป ค่ายารักษาเฉพาะผู้ป่วยโควิดไม่เกิน 7,200 บาท/ราย ค่าห้องดูแลรวมค่าอาหาร ตั้งแต่เตียงระดับ 1-3 ในอัตราตั้งแต่ 1,000-7,500 บาท ค่าชุด PPE อัตรา 550 บาท/ชุด และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับกระบวนการและอุปกรณ์ในการป้องกันเชื้อ 300-11,000 บาท/วัน และค่ารถส่งต่อผู้ป่วย รวมค่าชุด PPE และ ยาฆ่าเชื้อจ่ายตามจริงตามระยะทางไม่เกิน 1,400 บาท/ครั้ง

“การแพร่ระบาดเชื้อโอไมครอนที่พบผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น แต่ยังดีที่ผู้ป่วยอาการรุนแรงมีไม่มาก ทางกรมการแพทย์จึงได้ปรับแนวทางการรักษาตั้งแต่ 1 มี.ค. ที่ผ่านมา เพื่อการดูแลที่เหมาะสม สปสช.จึงร่วมกับกรมบัญชีกลาง สำนักงานประกันสังคม กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) และกองเศรษฐกิจสุขภาพฯ บูรณาการเพื่อปรับระบบชดเชยค่าบริการให้สอดคล้อง นำมาสู่การประชุมในวันนี้เพื่อชี้แจงหน่วยบริการให้รับทราบ เพื่อการบริการที่ต่อเนื่อง และการเบิกจ่ายชดเชยที่ถูกต้อง” ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สปสช. กล่าว   

ข้อบ่งชี้และผลข้างเคียงของการใช้ยาฟาวิพิราเวียร์

กรมการแพทย์เปิดเผยข้อบ่งชี้และผลข้างเคียงของการใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ ระบุไม่ได้จ่ายยาฟาวิพิราเวียร์สำหรับผู้ป่วยโควิด 19 ทุกคน จะจ่ายให้สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการ ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์

ที่มา : กรมการแพทย์ https://www.dms.go.th/Content/Select_Landding_page…

Exit mobile version